ผู้เขียนได้ค้นพบว่าหลังจากมีการเข้าไปพัฒนาชุมชนบนพื้นที่สูงของรัฐ นับแต่การปลูกพืชทดแทนฝิ่น และการอนุรักษ์พื้นที่ เป็นต้นมา ทำให้ชุมชนได้รับความรู้ทั้งมาจากรัฐหรือภายนอกและสามารถผสมผสานกับภูมิปัญญาของตนเองแล้วสร้างความรู้ขึ้นด้วย การเรียนรู้ หยิบยืม และแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ระหว่างกัน ไม่ว่าจะเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นหรือความรู้ใหม่จากรัฐก็ตาม โดยใช้ทุนทางสังคมวัฒนธรรมม้ง เป็นกระบวนการเรียนรู้และสืบทอดที่สำคัญในการปรับตัวและดำรงอยู่ของชีวิตวัฒนธรรมในภาวะที่กำลังเปลี่ยนแปลง ด้วยเหตุนี้ ชุมชนสันป่าเกี๊ยะจึงมีการผสมผสานกันของความรู้ระหว่างความรู้สมัยใหม่และภูมิปัญญาชาวบ้าน เพื่อนำมาใช้ปกครองชุมชนและทำการเกษตรพร้อม ๆ กัน กล่าวคือ ด้วยเงื่อนไขที่ชุมชนสันป่าเกี๊ยะต้องสัมพันธ์กับรัฐ ทำให้มีกลุ่มผู้นำสองประเภท คือ ผู้นำที่มาจากความอาวุโสและเป็นผู้รู้จารีตประเพณี กับกลุ่มผู้นำ ทางการเมืองหรือผู้นำรุ่นใหม่ที่ได้รับการแต่งตั้งจากทางราชการอย่างเป็นทางการ ในทำนองเดียวกันระบบการเกษตรของชุมชนสันป่าเกี๊ยะก็ยังคงมีองค์ความรู้สองระบบอยู่ด้วยกัน คือ ระบบการเกษตรเพื่อยังชีพกับระบบการเกษตรเพื่อการค้าหรือมุ่งแสวงหารายได้ (ข.)