2026-06-30 10:30:19
ผู้เข้าชม : 47708

มานิ เป็นคนดั้งเดิมในแหลมมลายู กระจายตัวตั้งถิ่นฐานในเทือกนครศรีธรรมราช พื้นที่ชายแดนไทย - มาเลเซีย ไปจนถึงประเทศมาเลเซีย ในอดีตเป็นกลุ่มคนที่มีวิถีชีวิตแบบเคลื่อนย้าย การหาของป่าล่าสัตว์ โดยใช้ "บอเลา" หรือ ลูกดอกอาบยาพิษ ปัจจุบัน ชาวมานิเผชิญกับข้อจำกัดด้านความมั่นคงและการลดลงของทรัพยากรธรรมชาติ ทำให้ชาวมานิแต่ละกลุ่มมีวิถีการดำรงชีพที่หลากหลายมากขึ้น ทั้งกลุ่มที่ดำรงวิถีชีวิตดั้งเดิมในการอาศัยอยู่ในป่าลึก กลุ่มที่มีการตั้งถิ่นฐานกึ่งถาวร และกลุ่มที่ตั้งถิ่นฐานถาวร

  • ข้อมูลพื้นฐาน
  • ประวัติศาสตร์
  • การตั้งถิ่นฐานและกระจายตัว
  • วิถีชีวิตและวัฒนธรรม
  • งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
  • อ้างอิง

ชื่อกลุ่มชาติพันธุ์ : มานิ
ชื่อเรียกตนเอง : มานิ, มานิค
ชื่อที่ผู้อื่นเรียก : ซาไก, เซมัง, เงาะป่า, โอรัง อัสลี, นิกริโต, ชอง, มอส, ตอนกา
ตระกูลภาษา : ออสโตรเอเชียติก
ตระกูลภาษาย่อย : มอญ-เขมร
ภาษาพูด : มานิ
ภาษาเขียน : ไม่มีตัวอักษรที่ใช้เขียน

“มานิ” หรือ “มานิค” เป็นคำที่กลุ่มชาติพันธุ์ใช้เรียกตนเอง แปลว่า คน (จิตร ภูมิศักดิ์, 2524) จากความหมายชื่อ มานิ/มันนิ/มะนิ ที่แปลว่าคนนี้ถูกจัดอยู่ในกลุ่มภาษามอญ-เขมร ชาวมานิจะเรียกตัวเองว่า “มานิ” หรือ “มันนิ” และพึงพอใจให้คนอื่นเรียกตนเองเช่นนั้น ชื่อเรียกนี้มักพบในเทือกเขาบรรทัดในพื้นที่จังหวัดตรัง พัทลุง สงขลา และสตูล ขณะที่ชื่อเรียกว่า “โอรังอัสลี” หรือ “อัสลี” และ “จาไฮ” แปลว่า คนดั้งเดิม เจ้าของถิ่นเดิม เป็นชื่อที่ใช้เรียกตัวเองในแถบจังหวัดยะลาและนราธิวาส ชื่อเรียกดังกล่าวเป็นชื่อเรียกที่ชาวมานิต้องการให้คนอื่นเรียกพวกเขาเช่นเดียวกันกับที่พวกเขาเรียกตนเอง เพื่อแสดงถึงการให้เกียรติ อย่างไรก็ตาม คนส่วนใหญ่มักเรียกเหมารวมมานิด้วยคำว่า “เงาะ” “เงาะป่า” “ซาไก” “เงาะป่าซาไก” ซึ่งเป็นอิทธิพลจากวรรณคดีเรื่องเงาะป่า เป็นคำเรียกที่พวกเขาไม่ชื่นชอบมากนักเนื่องจากการเรียกเช่นนี้เป็นไปในเชิงดูแคลน “เงาะ” ในภาษาพื้นเมืองภาคใต้ หมายถึง ผลไม้ชนิดหนึ่ง ขณะที่ชื่อเรียก “ซาไก” เป็นภาษามาลายู ไม่มีความหมายสำหรับกลุ่มมานิในแถบเทือกเขาบรรทัดที่สัมพันธ์กับภาษาท้องถิ่นภาคใต้

กลุ่มชาติพันธุ์มานิ (the Maniq people) เป็นชื่อเรียกผู้คนกลุ่มนิกริโต (the Negritos) ซึ่งถูกจำแนกทางชาติพันธุ์ว่าเป็นกลุ่มย่อยของนิกรอยด์ (Negroid) อาศัยกระจายอยู่บริเวณคาบสมุทรมลายูในภาคใต้ของประเทศไทย มีหลายข้อสันนิษฐานถึงการมีอยู่ของพวกเขาในดินแดนนี้ โดยหลักฐานทางโบราณคดีค้นพบความเชื่อมโยงของถิ่นที่อยู่ในยุคซุนดาแลนที่ผืนแผ่นดินภาคใต้และหมู่เกาะยังเชื่อมต่อกันก่อนถูกตัดขาดกลายเป็นเกาะแก่งในปัจจุบัน หลักฐานทางโบราณคดี และโครงกระดูกในถ้ำบริเวณเหนือคลองตง

อำเภอปะเหลียน จังหวัดตรัง ประเมินอายุได้ประมาณ 12,000 ปี ชี้ชัดว่ามีลักษณะตรงกับชาวมานิที่อาศัยอยู่บริเวณภาคใต้ของไทย มีข้อสันนิษฐานว่าพวกเขาอยู่ในแถบนี้มาเนิ่นนานก่อนที่การเปลี่ยนแปลงทางภูมิศาสตร์จะแยกพื้นที่ออกจากกันทำให้คนกลุ่มนี้กระจายออกไปทั้งในไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ ขณะที่นักวิชาการบางสายสันนิษฐานว่าพวกเขาได้เข้ามาในแหลมมาลายูโดยการอพยพมาจากถิ่นที่อื่น ในสองเส้นทาง คือ เส้นทางแรก อพยพมาจากประเทศอินโดนีเซียผ่านมาเลเซียมายังภาคใต้ของไทย ส่วนเส้นทางที่สอง อพยพมาจากประเทศจีน อินเดีย และศรีลังกา ก่อนเข้าสู่ภาคใต้ของไทย ทั้งนี้ ในประเทศไทยพบว่า มีสองกลุ่มใหญ่ คือ มานิและโอรังอัสลี (กันซิวและจาไฮ) โดยมีการกระจายตัวของกลุ่มมานิบริเวณเทือกเขาบรรทัดในพื้นที่ 4 จังหวัด คือ พัทลุง ตรัง สงขลา และสตูล จำนวน 13 กลุ่ม กลุ่มมานิ (โอรังอัสลี) พบกระจายตัวในจังหวัดยะลาและจังหวัดนราธิวาส จำนวน 15 กลุ่ม

มานิ ในเทือกเขาบรรทัด และโอรังอัสลี ในเทือกเขาสันกาลาคีรี มีการดำรงชีพแบบหาของป่าล่าสัตว์ เคลื่อนย้ายไปตามแหล่งอาหาร ผสมผสานกับการตั้งถิ่นฐานถาวรในบางกลุ่ม การดำรงอยู่ของพวกเขาสัมพันธ์กับความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มีวิถีปฏิบัติที่เคารพธรรมชาติ เรียบง่าย ขณะที่สังคมโดยรวมยังคงมองชาวมานิ - โอรังอัสรี ในเชิงอคติและติดกับดักตามพระราชนิพนธ์เรื่องเงาะป่าอยู่เสมอ

ผู้เรียบเรียงข้อมูล

นฤมล ขุนวีช่วย

ชาติพันธุ์มานิถือเป็นกลุ่มชนเผ่าที่ยังดำรงชีพแบบสังคมหาของป่าล่าสัตว์ (hunting and gathering society) กลุ่มสุดท้ายของไทย แม้ในปัจจุบันยังมีวิถีชีวิตแบบดั้งเดิมของมนุษย์ก่อนพัฒนาเข้าสู่สังคมเกษตรกรรมและสังคมเมือง (เกศริน มณีนูน และพวงเพ็ญ ศิริรักษ์, 2546) ชาวมานิตั้งถิ่นฐานบริเวณเทือกเขาบรรทัดหรือเทือกเขานครศรีธรรมราช เป็นเทือกเขาที่แบ่งภาคใต้ฝั่งตะวันตกและตะวันออก ทอดตามแนวยาวเหนือใต้ตั้งแต่จังหวัดตรัง พัทลุง สตูล และสงขลา ครอบคลุมพื้นที่กว่า 805,000 ไร่ ทั้งนี้ เทือกเขาบรรทัดมีพิกัดตั้งอยู่ใกล้เส้นศูนย์สูตร ทั้งยังติดต่อกับเทือกเขาสันกาลาคีรี ในพื้นที่ยะลาจนถึงนราธิวาส และได้รับอิทธิพลลมมรสุมเกือบตลอดทั้งปี ทำให้เทือกเขาบรรทัดมีผืนป่าที่อุดมสมบูรณ์และมีความหลากหลายทางชีวภาพสูง ทั้งพันธุ์พืชและพันธุ์สัตว์ นักโบราณคดีเชื่อว่าความอุดมสมบูรณ์ทางชีวภาพเหล่านี้ ทำให้มนุษย์ได้เดินทางเข้ามาอาศัยหลายชั่วอายุคนในดินแดนแถบนี้ โดยพื้นที่เทือกเขาบรรทัดนี้เป็นแหล่งอาหารสำคัญต่อการดำรงชีวิตตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ในประเทศไทย ชาวมานิพึ่งพาฤดูกาลของแหล่งอาหารในผืนป่านี้ในการดำรงวิถีชีวิตเป็นหลัก ผู้คนจะพบเจอชาวมานิได้ไม่ง่ายนัก เนื่องจากมานิไม่ออกมามีความสัมพันธ์กับผู้คนภายนอก เว้นแต่ผู้นำของกลุ่มบางคนที่มีความสัมพันธ์กับคนภายนอกที่เคยพึ่งพาช่วยเหลือกันมา อาจด้วยสาเหตุใดสาเหตุหนึ่งจึงสร้างความไว้วางใจให้แก่ชาวมานิ จนสามารถสร้างความสัมพันธ์ระหว่างคนในกับคนนอกได้

Negritos เป็นกลุ่มชนที่มีลักษณะทางกายภาพคล้ายคลึงกัน พบกระจายอยู่ตามหมู่เกาะอันดามัน ในประเทศมาเลเซีย มีหลักฐานทางโบราณคดีที่แหล่งขุดค้นในเมือง Bukit Jawa รัฐกลันตัน ติดกับจังหวัดนราธิวาส นักโบราณคดีกำหนดอายุไว้ที่ 50,000 ปี ในยุคน้ำแข็งที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีลักษณะเเป็นผืนแผ่นดินที่เชื่อมต่อกันทั้งภาคพื้นทวีปตั้งแต่ภาคใต้ของไทยเชื่อมต่ออินโดนีเซีย เกาะบอร์เนียว ฟิลิปปินส์ เป็นผืนแผ่นดินเดียวกัน (Sundaland) ในยุคน้ำแข็ง Negritos จึงอาศัยอยู่บนผืนแผ่นดินนี้และอพยพเคลื่อนย้ายไปเรื่อย ๆ กระทั่งเมื่อ 20,000 ปีก่อนที่น้ำแข็งละลาย ภาคพื้นทวีปก็ถูกตัดขาดออกจากกันกลายเป็นกลุ่มชนที่อยู่ตามเกาะแก่งต่าง ๆ

การศึกษาบริบททางสังคม – วัฒนธรรม ในมิติประวัติศาสตร์ของกลุ่มชาติพันธุ์มานิเฉพาะในพื้นที่ประเทศไทยสัมพันธ์อยู่กับ “การทำให้เป็นไทย” เพราะการทำให้เป็นไทยเป็นกระบวนการเปลี่ยนแปลงวิถีชาวมานิ และทำให้สังคมได้รับรู้เกี่ยวกับการดำรงอยู่ของกลุ่มชาติพันธุ์มานิมากขึ้นตามลำดับ หากจะกล่าวถึงโครงสร้างทางประวัติศาสตร์ของกลุ่มชาติพันธุ์มานิที่สัมพันธ์กับความเปลี่ยนแปลงกับกระบวนการทำให้เป็นไทย พบว่าในแต่ละพื้นที่ (เทือกเขาสันกาลาคีรีและเทือกเขาบรรทัด) มีความแตกต่างกัน ในส่วนนี้จะนำเสนอโครงสร้างประวัติศาสตร์ของชาติพันธุ์มานิในพื้นที่เทือกเขาบรรทัด ออกเป็น 4 ยุค เพื่อจะได้เป็นประเด็นที่จะนำไปสู่การถกเถียงในแวดวงวิชาการต่อไป ดังนี้

ยุคแรก มานิในช่วงก่อนรัฐไทย (ทศวรรษ 2430) เป็นช่วงก่อนการปฏิรูปประเทศ ช่วงเวลานี้มานิมีวิถีการดำรงชีพอยู่ในพื้นที่ป่า ยังคงนุ่งใบไม้ ตะไคร่น้ำ ล่าสัตว์และหาเผือกมันเป็นอาหาร ไม่มีการติดต่อสัมพันธ์กับคนภายนอก ในช่วงเวลาดังกล่าวจึงอาจไม่มีผู้คนภายนอกรับรู้ถึงความมีตัวตนของพวกเขามากนัก

ยุคที่สอง มานิในช่วงการรับรู้ของรัฐไทย (ทศวรรษ 2430 – 2500) ในทศวรรษ 2430 เป็นช่วงเริ่มต้นของการปฏิรูปประเทศ รัฐมีนโยบายสำคัญประการในการเปลี่ยนแปลงระบบการบริหารประเทศโดยการรวมศูนย์อำนาจเข้าสู่ส่วนกลาง ให้มีการจัดตั้งกระทรวง ทบวง กรม ช่วงเวลานี้การรับรู้เรื่องชาติพันธุ์มานิในบริเวณเทือกเขาบรรทัดรับรู้ไปถึงพระเนตรพระกัณฑ์ ตามที่ทราบกันว่าพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรับเลี้ยงเด็กชายคนังซึ่งเป็นชาวมานิ จึงเป็นครั้งแรกที่มานิได้เป็นที่รู้จักของสังคม

ยุคที่สามมานิในยุคการพัฒนาของรัฐไทย (ทศวรรษ 2510 – 2530) นโยบายการพัฒนาของรัฐไทยในช่วงนี้ได้ส่งผลให้เกิดความเปลี่ยนแปลงต่อวิถีชีวิตชาวมานิมากขึ้น โดยเฉพาะนโยบายการพัฒนาที่ส่งผลต่อทรัพยากรป่าไม้ ทำให้เกิดการสัมปทานป่าไม้ นายทุนและชาวบ้านเข้าไปตัดไม้ รวมทั้งการจับจองพื้นที่ทำกิน ทำสวนยางพารา สวนผลไม้ ในบริเวณเทือกเขาบรรทัด มีการเคลื่อนย้ายของครอบครัวคนพื้นราบเข้าไปอยู่ในพื้นที่ป่า รวมทั้งการเกิดขึ้นของขบวนการคอมมิวนิสต์บริเวณพื้นที่เทือกเขาบรรทัด ทำให้มานิเรียนรู้วิถีชีวิตแบบคนพื้นราบจากสหาย ช่วงเวลานี้พื้นที่ทำมาหากินที่ชาวมานิเคยใช้ในการดำรงชีวิตจึงถูกรุกล้ำจากคนภายนอก พวกเขาจึงเลือกที่จะเคลื่อนย้ายเข้าไปหากินในป่าลึกเผื่อหลีกเลี่ยงการพบปะกับคนพื้นราบ

ยุคที่สี่ มานิในช่วงรอยต่อของความเปลี่ยนแปลง (ทศวรรษ 2540 – ปัจจุบัน) ช่วงเวลานี้มีมานิบางกลุ่ม เช่น กลุ่มคลองตง อำเภอปะเหลียน จังหวัดตรัง ได้เริ่มตั้งถิ่นฐานถาวร เริ่มต้นการใช้ชีวิตแบบคนพื้นราบเนื่องจากมีสมาชิกในกลุ่มแต่งงานกับคนพื้นราบ ทำให้ทั้งกลุ่มได้รับเรียนรู้และเลือกที่จะปรับตัวใช้ชีวิตแบบคนพื้นราบ ต่อมามานิกลุ่มอื่น ๆ ได้เริ่มมีการติดต่อสัมพันธ์กับคนพื้นราบมากขึ้น การตั้งถิ่นฐานของกลุ่มยังคงมีการเคลื่อนย้ายภายในพื้นที่ที่สามารถติดต่อกับคนพื้นราบได้ ในขณะที่มานิบางกลุ่ม ตั้งถิ่นฐานในพื้นที่ที่ถูกกำหนดให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว ได้มีการปรับตัวในการติดต่อสัมพันธ์กับคนพื้นราบในภาคธุรกิจการท่องเที่ยว เด็กชาวมานิบางคนได้เริ่มต้นเรียนหนังสือในโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน และโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ ในช่วงเวลานี้ คนพื้นราบได้ให้ความสนใจที่จะเข้าไปเรียนรู้วิถีชีวิตจากชาวมานิซึ่งเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่ยังคงธำรงอัตลักษณ์ของตนเองไว้ได้อย่างมั่นคง ช่วงเวลานี้จึงมีหลายภาคส่วนทั้งหน่วยงานราชการ สถาบันการศึกษา และคนพื้นราบให้ความสนใจในการศึกษาเรียนรู้และการพัฒนาคุณภาพชีวิตของชาวมานิมากยิ่งขึ้น การมีปฏิสัมพันธ์กับคนภายนอกจึงเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญต่อรูปแบบดำรงชีพของชาวมานิ รวมทั้งเป็นประเด็นข้อสังเกตสำคัญต่อการดำเนินนโยบายการพัฒนาของภาครัฐต่อชาวมานิในมิติที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ทั่วถึงและสอดคล้องกับวิถีการดำรงชีพและความต้องการของกลุ่มชาติพันธุ์

ในด้านการศึกษาชาวมานินั้นมีงานศึกษาทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ ปรากฏผ่านงานศึกษาของ Warrington Smyth (1867 - 1943) นักสำรวจชาวตะวันตกในยุคแรก ที่เข้ามาศึกษามานิในประเทศไทย รายงานว่ามีเนกริโต 400 คนอาศัยอยู่ใกล้เมืองไชยา จ.สุราษฎร์ธานี นอกจากนี้ยังกล่าวถึงกลุ่มที่ อ.ทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช และพบเพิงที่อยู่อาศัยร้างบริเวณใกล้ทะเลสาบสงขลา อ.รัตภูมิ จ.สงขลา จ.พัทลุง และ จ. สตูล (John H. Brandt, 1962)

ในขณะที่งานศึกษาของ Paul Joachim Schebesta (1887 - 1968) นักมานุษยวิทยาและมิชชันนารีชาวออสเตรียแห่งศูนย์ศึกษามานุษยวิทยาชาติพันธุ์แห่งเวียนนา (Vienna School of Ethnology) ได้ทำการสำรวจกลุ่มชาติพันธุ์ในเทือกเขาบรรทัดบริเวณเขาพับผ้า เขตรอยต่อระหว่างที่ จ.ตรังและ จ.พัทลุง โดยเรียกชนกลุ่มนี้ว่าเนกริโตในบริเวณเทือกเขาบรรทัดว่า พวก Chong, Mos, Tonga ต่อมาชื่อที่ใช้เรียกเหล่านี้ถูกกล่าวถึงอย่างแพร่หลายในงานวิชาการของนักวิชาการมานุษยวิทยาในยุโรป

ต่อมาในปี พ.ศ. 2468 Ivor Evan นักโบราณคดีชาติพันธุ์ชาวอังกฤษ ได้เดินทางไปศึกษาชาวเนกริโต ที่บ้านนาวง ปัจจุบันเป็นที่ตั้งสำนักงานเขตอนุรักษ์พันธุ์สัตว์ป่าเทือกเขาบรรทัด ต.บ้านนา อ.เมือง จ.พัทลุง พบว่า ชาวเนกริโตกลุ่มนาวง เป็นกลุ่มที่ไม่ค่อยมีปฏิสัมพันธ์กับคนภายนอกมากนัก เขาจึงเลือกที่จะไปศึกษากลุ่มน้ำตกกะช่อง ต. ช่อง อ.นาโยง ฝั่งตะวันตกของเทือกเขาบรรทัดในเขต จ.ตรังแทน (Ivor H. N. Evans, 1927)

ในส่วนงานสำรวจศึกษาวิชาการเกี่ยวกับเนกริโตในประเทศไทยช่วงปี พ.ศ. 2468 เป็นต้นมา ได้หยุดชะงักเป็นเวลากว่า 30 ปี เนื่องจากสงครามโลกครั้งที่ 1 และสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ส่งผลกระทบไปทั่วโลก กระทั่งสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 ภาวะตึงเครียดทางอุดมการณ์ระหว่างโลกเสรีนิยมกับโลกสังคมนิยม ได้ทวีความรุนแรงมากขึ้น ทำให้พื้นที่ป่าเทือกเขาบรรทัดเขตรอยต่อของ จ.ตรัง พัทลุง และสตูล กลายเป็นฐานที่มั่นหนึ่งของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ในภาคใต้งานศึกษาในช่วงเวลาต่อมา ได้ระบุว่า ชาติพันธุ์มานิ - นิกริโต ได้อาศัยอยู่ในดินแดนคาบสมุทรมลายูตั้งแต่ยุคหินกลาง (Middle Stone Age) หรือเมื่อประมาณ 1,500 - 10,000 ปีมาแล้ว (ชิน อยู่ดี, 2512) นักวิชาการบางส่วนได้ตั้งข้อสังเกตว่าชาติพันธุ์กลุ่มนี้เกี่ยวข้องกับโฮโมเซเปียนส์เมื่อประมาณ 50,000 ปีมาแล้วหรือไม่อย่างไร คณะสำรวจของ Hill et al., (2006) ได้ศึกษาลักษณะทางพันธุ์ศาสตร์เพื่อดูความเชื่อมโยงดังกล่าว จากกลุ่มตัวอย่างชาวโอรังอัสลีหรือในขณะนั้นเรียกกันว่า เซมัง ในมาเลเซีย ผลการศึกษาพบว่า ชาติพันธุ์มานิ - นิกริโตบริเวณคาบสมุทรมลายูอาจเป็นชาติพันธุ์เดียวที่หลงเหลืออยู่และสามารถรักษาลักษณะทางพันธุกรรมดั้งเดิมของโฮโมเซเปียนส์ที่อพยพเข้ามาบริเวณคาบสมุทรแถบนี้ในครั้งแรกไว้ได้

ส่วนการศึกษาของนักวิชาการเกี่ยวกับความเป็นมาของการตั้งถิ่นฐานของชาวมานิให้ความเห็นไว้หลากหลาย และยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจน ประเด็นแรก คือ เส้นทางอพยพเข้าสู่แหลมมลายูของชาวมานิ สันนิษฐานว่ามี 2 เส้นทาง คือ เส้นทางแรก อพยพมาจากประเทศอินโดนีเซียผ่านมาเลเซียมายังภาคใต้ของไทย เส้นทางที่สอง อพยพมาจากประเทศจีน อินเดีย และศรีลังกา ก่อนเข้าสู่ภาคใต้ของไทย ในขณะที่นักวิชาการบางท่านมีความเห็นว่าชาวมานิเป็นกลุ่มชนเผ่าที่ตั้งถิ่นฐานก่อนชนชาติอื่นทั้งหมดในพื้นที่ภาคใต้ของไทยและพื้นที่บางส่วนของมาเลเซียและอินโดนีเซีย (วิสา เสกธีระ, 2557)

ในปี พ.ศ. 2534 งานศึกษาของสุรินทร์ ภู่ขจร และคณะ (2534) ได้ค้นพบหลักฐานทางโบราณคดี และโครงกระดูกในถ้ำบริเวณเหนือคลองตง อำเภอปะเหลียน จังหวัดตรัง บริเวณที่ชาวมานิอาศัยอยู่ในปัจจุบัน ผลการวิเคราะห์กะโหลกศีรษะและกรุ๊ปเลือดของโครงกระดูกสรุปได้ว่า มีความสอดคล้องกับลักษณะชาวมานิที่อาศัยอยู่บริเวณภาคใต้ของไทย โดยหลักฐานทางโบราณคดีประเมินอายุได้ประมาณ 12,000 ปี (อาภรณ์ อุกฤษณ์, 2536) อย่างไรก็ตามในแหล่งโบราณคดีดังกล่าวพบร่องรอยการเข้ามาอาศัยของกลุ่มชนเชื้อสายมองโกลอยด์ก่อนการเข้ามาของชาวมานิ (วิสา เสกธีระ, 2557)

นอกจากนี้ มีงานศึกษาของกุลนภา ฟู่เจริญ (2540) ที่ศึกษาความเป็นมาของชาวมานิด้านพันธุศาสตร์ เพื่อวิเคราะห์หาความสัมพันธ์ของชนพื้นเมืองในประเทศไทย โดยศึกษาข้อมูลทางพันธุกรรมในระดับ DNA ของชาวไทยภูเขา ผู้ไท ชอง ลาวโซ่ง และชาวมานิ ผลการศึกษาระบุว่า ชาวมานิมีความสัมพันธ์กับชนกลุ่มอื่นน้อยมาก แต่สารพันธุกรรมกลับคล้ายคลึงกับกลุ่มคนในออสเตรเลีย ปาปัวนิวกินี แอฟริกัน และชาวยุโรป


ผู้เรียบเรียงข้อมูล

นฤมล ขุนวีช่วย

ชาติพันธุ์มานิจัดอยู่ในเชื้อสายนิกริโต (Negrito) กลุ่มย่อยของนิกรอยด์ (Negroid) เป็นกลุ่มชาติพันธุ์หนึ่งที่กระจายตามพื้นที่ต่าง ๆ ในทวีปเอเชียและทวีปแอฟริกา แบ่งกลุ่มนิกริโตออกเป็น 2 พวกคือ 1) พวกอัฟริกันนิกรอยด์ (African Negroid) เป็นนิกริโตที่อาศัยอยู่ในแถบทวีป แอฟริกา และ 2) พวกโอเชียนิคนิกรอยด์ (Oceanic Negroid) เป็นนิกริโตลูกผสมระหว่างพวกมองโกลอยด์ (Mongoloid) ออสตราลอยด์ (Australoid) และนิกรอยด์ (Negroid) ซึ่งมานิในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จัดว่าเป็นกลุ่มโอเชียนิคนิกรอยด์ ได้อาศัยกระจายในพื้นที่ต่าง ๆ โดยเฉพาะคาบสมุทรมลายูและหมู่เกาะต่าง ๆ ได้แก่ บริเวณภาคใต้ของไทยในเขตจังหวัดตรัง พัทลุง สตูล สงขลา ยะลา นราธิวาส ภาคเหนือของประเทศมาเลเซีย และหมู่เกาะในประเทศฟิลิปปินส์ ลักษณะการตั้งถิ่นฐานทำให้เกิดการผสมผสานกับกลุ่มมองโกลอยด์ (Mongoloid) และออสเตรลอยด์ (Australoid) (Brandt, 1961 และวันเฉลิม จันทรากุล, 2544) กลุ่มชาติพันธุ์มานิในงานเขียนครั้งนี้จึงเป็นตัวแทนของกลุ่มนิกริโตที่อาศัยอยู่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทั้งในประเทศไทย 2 กลุ่มใหญ่ คือ มานิและโอรังอัสลี (กันซิวและจาไฮ) คาบสมุทรมลายูตอนบนของประเทศมาเลเซีย 6 กลุ่ม ได้แก่ กันซิว (Kensiw) คินตัค (Kintaq) จาไฮ (Jahai) เมนริก (Menriq) บาตั๊ก (Batek) และลาโนฮ์ (Lanoh) รวมถึงหมู่เกาะในประเทศฟิลิปปินส์ 4 กลุ่มใหญ่ ได้แก่ อายตา (Aeta) อติ (Ati) บาตัก (Batak) และมาแมนวะ (Mamanwa)

การสำรวจประชากรกลุ่มชาติพันธุ์มานิในประเทศไทยมีการสำรวจในช่วงเวลา 5 ปีที่ผ่านมา โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการสำรวจเพื่อใช้ในการขับเคลื่อนให้ชาวมานิสามารถเข้าถึงสถานะบุคคล อย่างไรก็ตามจากข้อมูล ปี พ.ศ. 2563 การดำเนินการสำรวจยังไม่เเล้วเสร็จ เนื่องจากมีชาวมานิบางส่วนมีการเคลื่อนย้ายไปมาระหว่างกลุ่มและการเคลื่อนย้ายข้ามพรมแดนไทยและมาเลเซีย เงื่อนไขข้างต้นจึงเป็นข้อจำกัดในการสำรวจจำนวนประชากรชาวมานิ

สถานการณ์ด้านประชากรของชาติพันธุ์มานิในประเทศไทยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มมานิบริเวณเทือกเขาบรรทัด เนื่องจากยังใช้วิถีชีวิตดั้งเดิมและไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก ยังไม่มีการวางแผนคุมกำเนิดรวมถึงการวางแผนครอบครัว ทำให้อัตราการเกิดเพิ่มขึ้น และอัตราการตายลดลงเมื่อเทียบกับอดีต เนื่องจากปัจจุบันชาวมานิส่วนใหญ่สามารถเข้าถึงการรักษาในโรงพยาบาลของรัฐได้มากขึ้น ในด้านการแต่งงาน ชาวมานิมีโอกาสค่อนข้างจำกัดในการแต่งงานข้ามกลุ่มชาติพันธุ์ เมื่อเปรียบเทียบกับจำนวนประชากรกลุ่มชาติพันธุ์มานิในประเทศมาเลเซียและฟิลิปปินส์ ที่มีการผสมผสานทางวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์มานิสูงกว่าในประเทศไทย

จากการสำรวจและจับพิกัด (GPS) การตั้งถิ่นฐานของกลุ่มชาติพันธุ์มานิบริเวณเทือกเขาบรรทัดระหว่างปี พ.ศ.  2561 - 2563 และข้อมูลการตั้งถิ่นฐานของชาติพันธุ์มานิ - โอรังอัสลีในพื้นที่จังหวัดยะลาและนราธิวาสได้ข้อมูลกลุ่มและการตั้งถิ่นฐาน (บัณฑิต ไกรวิจิตรและคณะ, 2562) โดยมีรายละเอียดดังตาราง

ปัจจุบัน ความเป็นอยู่ของชาวมานิในบางพื้นที่ได้เกิดความเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมด้วยสาเหตุ 2 ประการ คือ ปัจจัยภายนอกและปัจจัยภายใน ปัจจัยภายนอกเกิดจากนโยบายรัฐ ที่ในอดีตป่าบริเวณเขาบรรทัดเคยเป็นฐานที่มั่นของกำลังผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ และเป็นพื้นที่ที่มีการสู้รบกันระหว่างทหารของรัฐบาลกับผู้ก่อการร้ายอยู่บ่อยครั้ง ทำให้ชาวบ้านที่เคยอาศัยอยู่บริเวณใกล้เคียงกับแนวป่าพากันอพยพไปอาศัยอยู่ในเมือง ส่งผลให้พื้นที่ป่าเป็นเขตอาศัยของชาวมานิ ปลอดจากคนภายนอกเข้าไปรบกวน และได้มีการประกาศใช้นโยบายใต้ร่มเย็นเข้าปฏิบัติการปราบปรามกองกำลัง พร้อมกับมีการตัดถนนเข้าไปใกล้กับแนวป่า เพื่อลำเลียงกำลังพลเข้าไปได้อย่างสะดวก จนกระทั่งประสบผลสำเร็จ ทำให้สมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ดังกล่าวออกมามอบตัวต่อเจ้าหน้าที่รัฐบาลเป็นจำนวนมาก หลังจากนั้นพื้นที่บริเวณนี้จึงปลอดภัยมากขึ้น ประกอบกับการคมนาคมที่สะดวกกว่าเดิม ทำให้ชาวบ้านได้เริ่มพากันเข้าไปเก็บหาของป่าล่าสัตว์ บ้างก็เข้าไปจับจองพื้นที่แผ้วถางทำสวนยางพาราและสวนผลไม้กันมากขึ้น ทำให้ป่าเขาบรรทัดที่เคยมีความอุดมสมบูรณ์ค่อย ๆ เสื่อมโทรมลงไป

การอพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานของกลุ่มคนภายนอกนับเป็นปัจจัยสำคัญประการหนึ่งที่เร่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมในสังคมมานิ เนื่องจากคนภายนอกได้นำความรู้ เทคนิควิทยาการ ตลอดจนวัฒนธรรมต่าง ๆ เข้ามาเผยแพร่ให้กับชาวมานิ เช่น เครื่องมือเครื่องใช้ การแต่งกาย การรักษาโรค รวมถึงทัศนคติและค่านิยมใหม่ ๆ ส่งผลให้ชุมชนมานิกลายเป็นแหล่งรองรับวัฒนธรรมจากภายนอกที่หลั่งไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง

อีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้วัฒนธรรมที่เกี่ยวข้องกับปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีวิตของชาวมานิในอำเภอป่าบอน จังหวัดพัทลุง เปลี่ยนแปลงไป คือ การติดต่อกับสังคมภายนอก ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องจากการเข้ามาของคนภายนอกและการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อม เดิมชาวมานิดำรงชีพด้วยการพึ่งพาทรัพยากรธรรมชาติเป็นหลัก แต่เมื่อรัฐบาลตัดถนนเข้าไปในพื้นที่ใกล้ป่าซึ่งเป็นแหล่งอาศัยของมานิ ทำให้มีผู้คนจากภายนอกเข้าไปใช้ประโยชน์และบุกรุกพื้นที่ป่ามากขึ้น ทรัพยากรธรรมชาติจึงเสื่อมโทรมลงตามลำดับ ส่งผลให้แหล่งอาหารตามธรรมชาติลดน้อยลง

จากสถานการณ์ดังกล่าว ชาวมานิจึงเริ่มเรียนรู้การผลิตอาหารเพื่อบริโภคเอง แต่ผลผลิตที่ได้ยังไม่เพียงพอต่อการบริโภคตลอดทั้งปี จึงต้องนำของป่า เช่น น้ำผึ้ง ลูกเหรียง สะตอ สมุนไพร และของป่าอื่น ๆ ออกไปขายให้กับชาวบ้านในหมู่บ้าน แล้วนำเงินที่ได้ไปซื้อข้าวสาร อาหาร และของใช้ที่จำเป็นกลับมา การติดต่อกับคนภายนอกในลักษณะนี้ทำให้ชาวมานิต้องรับเอาระบบเงินตราเข้ามาเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน ซึ่งถือเป็นระบบเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ที่เข้ามามีบทบาทในสังคมมานิ

นอกจากปัจจัยภายนอกแล้ว ความเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติในป่าเขาบรรทัดยังเป็นปัจจัยภายในที่สำคัญ ในอดีตพื้นที่ป่าแห่งนี้มีความอุดมสมบูรณ์ พืชพรรณและสัตว์ป่ามีอยู่อย่างชุกชุม ชาวมานิสามารถเก็บหาอาหาร ยารักษาโรค และสิ่งจำเป็นต่าง ๆ จากธรรมชาติได้อย่างเพียงพอ จึงไม่มีความจำเป็นต้องปลูกพืชหรือเลี้ยงสัตว์ไว้เป็นอาหาร รวมทั้งไม่จำเป็นต้องสะสมอาหารเหมือนชุมชนเกษตรกรรมทั่วไป

อย่างไรก็ตาม เมื่อป่าไม้ถูกบุกรุกและทำลาย พืชและสัตว์ป่าหลายชนิดที่ชาวมานิเคยใช้เป็นอาหารและยารักษาโรคลดจำนวนลงอย่างรวดเร็ว บางชนิดสูญพันธุ์ไป ทำให้ชาวมานิไม่สามารถดำรงวิถีชีวิตแบบเดิมได้อีกต่อไป และต้องปรับตัวโดยรับเอารูปแบบการดำรงชีวิตของชาวบ้านที่อาศัยอยู่ใกล้เคียงเข้ามาใช้ เนื่องจากเดิมชาวมานิไม่รู้จักการเพาะปลูกและการเลี้ยงสัตว์ เมื่อทรัพยากรธรรมชาติลดน้อยลง จึงต้องอาศัยการแลกเปลี่ยนอาหารกับชาวบ้าน และปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตเพื่อความอยู่รอด

การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวส่งผลให้วัฒนธรรมที่เกี่ยวข้องกับปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีวิตของชาวมานิเปลี่ยนแปลงไปในหลายด้าน โดยเฉพาะด้านอาหาร ในอดีตชาวมานิดำรงชีวิตด้วยการเก็บหาพืชผักและล่าสัตว์จากป่าเพียงอย่างเดียว แต่ในปัจจุบัน เด็กมานิเริ่มได้รับการศึกษา ทำให้ผู้ปกครองต้องหารายได้เพื่อสนับสนุนการเรียนของบุตรหลาน โดยรับจ้างขนไม้ยางพารา เก็บของป่า เช่น น้ำผึ้ง ลูกเหรียง สะตอ และสมุนไพร ไปจำหน่ายในหมู่บ้าน เพื่อนำเงินมาซื้อข้าวสาร ปลา และอาหารอื่น ๆ สำหรับบริโภค รวมทั้งใช้เป็นค่าใช้จ่ายด้านการศึกษา

ส่วนการปรุงอาหารนั้น ในอดีตชาวมานิปรุงอาหารอย่างง่ายด้วยวิธีเผา ย่าง หรือหลามในกระบอกไม้ไผ่เป็นหลัก แต่ในปัจจุบันได้เรียนรู้วิธีการประกอบอาหารจากสังคมภายนอกมากขึ้น เช่น การแกง การต้ม และการผัด ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการปรับตัวและการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมที่เกิดขึ้นตามบริบททางสังคมและสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป


ผู้เรียบเรียงข้อมูล

นฤมล ขุนวีช่วย

การดำรงชีพ

สภาพแวดล้อมและปัจจัยต่าง ๆ ล้วนส่งผลต่อการตั้งถิ่นฐานของชาวมานิทั้งในประเทศไทยและมาเลเซีย ปัจจุบันส่วนใหญ่จะอาศัยในเขตป่าและรอยต่อระหว่างป่ากับพื้นที่การเกษตร ดังเช่น ชาวมานิบริเวณเทือกเขาบรรทัด ตั้งทับบริเวณแนวชายป่าที่มีพื้นที่ติดกันระหว่างพื้นที่การเกษตรของชาวบ้านกับพื้นที่ป่าในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาบรรทัด ด้วยเหตุผลของความสะดวกในการติดต่อเพื่อขอความช่วยเหลือกับชาวบ้าน ประกอบกับการลดลงของแหล่งอาหารจากระบบนิเวศป่าเทือกเขาบรรทัด จึงเป็นเงื่อนไขหนึ่งที่ทำให้ชาวมานิจำเป็นต้องมีการติดต่อและสัมพันธ์กับชาวบ้านเพื่อแลกเปลี่ยนสิ่งของและอาหาร ในอดีตการเคลื่อนย้ายทับจะให้ความสำคัญกับความอุดมสมบูรณ์ของแหล่งอาหาร เมื่อแหล่งอาหารที่อยู่ในพื้นที่นั้นเริ่มหมดลงก็จะมีการย้ายทับไปสู่แหล่งที่มีความอุดมสมบูรณ์ของแหล่งอาหารใหม่ และมีโอกาสกลับมาตรงจุดเดิมในฤดูกาลใหม่ ด้วยเหตุผลที่ว่า แหล่งอาหารที่มีอยู่ตามธรรมชาตินั้นจะมีการฟื้นฟูกลับคืนสู่สภาพเดิมนั้นหมายถึงการพึ่งพาระบบธรรมชาติแบบไม่ทำลายด้วยวิธีการหาอาหารแบบเข้าใจหลักของธรรมชาติ ในการย้ายถิ่นฐานนั้นยังมีสาเหตุอื่นที่เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้อง ได้แก่ การเสียชีวิตของคนในกลุ่ม และการเกิดโรคติดต่อหรือโรคระบาด ดังนั้น เหตุผลสำคัญของการตั้งถิ่นฐานนอกเหนือจากแหล่งอาหารแล้ว ยังต้องคำนึงถึงความปลอดภัยในชีวิต ทั้งการเลือกที่อยู่ให้พ้นจากภัยของโรคระบาด ภัยจากปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ และภัยอันตรายจากสัตว์ร้าย

การสร้างที่อยู่อาศัยของชาวมานิจะเริ่มจากการปรับพื้นที่สำหรับสร้างทับ ซึ่งเป็นหน้าที่ของผู้หญิง ส่วนผู้ชายมีหน้าที่ตัดไม้ หาใบไม้ และจัดเตรียมวัสดุสำหรับการก่อสร้าง ลักษณะที่อยู่อาศัยเป็นเพิงพักหรือ “ทับ” โดยเริ่มจากการปักไม้ด้านหลังจำนวน 2–3 อัน ในลักษณะเอียงประมาณ 45 องศา แล้วมัดเข้ากับไม้ที่พาดอยู่ระหว่างเสาด้านหน้าด้วยลวดไม้ เสาด้านหน้าจะใช้ไม้ 2 ต้นที่มีความสูงเท่ากัน จากนั้นจึงมุงหลังคาด้วยใบไม้ที่หาได้ในพื้นที่ เช่น ใบเหรง ใบพน ใบจากเคียม ใบหวาย หรือใบเหนา ภายในทับจะมีแคร่ไม้แบบเรียบและค่อนข้างเตี้ยสำหรับนอนพักผ่อน และมีการก่อกองไฟไว้บริเวณด้านหน้าที่พักอาศัย ทั้งนี้ การตั้งทับของแต่ละครอบครัวจะมีลักษณะเรียงตัวเป็นวงกลม โดยเว้นพื้นที่ว่างไว้ตรงกลาง

นายปิ่น สุขพล อายุ 78 ปี ชาวบ้านหมู่ที่ 2 ตำบลปะเหลียน อำเภอปะเหลียน จังหวัดตรัง เล่าว่า ลักษณะทางภูมิศาสตร์หรือภูมินิเวศที่ชาวมานิเลือกใช้เป็นพื้นที่ตั้งถิ่นฐาน มักเป็นพื้นที่ลาดเอียงบริเวณเชิงเขาและไม่เป็นพื้นที่ชื้นแฉะ องค์ประกอบสำคัญในการเลือกพื้นที่ตั้งชุมชน ได้แก่ การมีแหล่งอาหาร แหล่งน้ำดื่ม และสภาพพื้นที่ที่เหมาะสมต่อการอยู่อาศัย ชุมชนมานิมักตั้งที่อยู่อาศัยโดยสร้างทับของแต่ละครอบครัวเรียงเป็นวงกลม และเว้นพื้นที่ว่างไว้ตรงกลาง เนื่องจากเชื่อว่ารูปแบบดังกล่าวช่วยป้องกันสัตว์ร้าย สามารถมองเห็นความเคลื่อนไหวของทุกครอบครัวได้ทั่วถึง และช่วยให้สมาชิกในชุมชนดูแลความปลอดภัยซึ่งกันและกันได้สะดวกมากขึ้น

ด้วยการดำรงชีวิตแบบเร่ร่อน ทำให้ชาวมานิไม่นิยมสะสมข้าวของเครื่องใช้เกินความจำเป็น ข้าวของเครื่องใช้ทุกชิ้นจำเป็นต้องมีน้ำหนักเบา และเป็นสิ่งที่จำเป็นในการดำรงชีวิตเท่านั้น เช่น ตะกร้าใส่ข้าวของจำเป็น เสื้อผ้า อุปกรณ์ล่าสัตว์ เป็นต้น อุปกรณ์ในการดำรงชีพที่ชาวมานินิยมใช้ คือ ตะกร้ารูปแบบต่าง ๆ ที่สานขึ้นจากใบเตยป่า ส่วนใหญ่จะมีหูหิ้วหรือมีสายสะพายได้ มีขนาดแตกต่างกันไป เช่น สะเดี๊ยบ หยาด สอบมุก จ๋อง เป็นต้น ตะกร้าที่ใส่ข้าวของเหล่านี้สามารถนำไปแขวนไว้ในทับได้ ภาชนะเหล่านี้ใช้ใส่ข้าวของจำพวกเสื้อผ้า อุปกรณ์ในการดำรงชีพ กระบอกอาหาร กระบอกน้ำ และของใช้ส่วนตัว (จิราวดี อ่อนวงศ์, 2534) ดังนั้น การสร้างเครื่องมือเครื่องใช้ของชาวมานิเป็นภูมิปัญญาอย่างหนึ่ง เช่น การสร้าง “จ๋อง” รูปร่างคล้ายกระบุงทำจากใบเตยป่าไว้ใส่ของและหัวมัน การใช้ “ไม้อะนึง” สำหรับเป็นที่รองย่างไฟ การใช้หวายเป็นที่คีบถ่าน เรียกว่า “ฮะเต็บ” การทำเครื่องบ่งหนามจากกระดูกค่าง การใช้ใบไม้และเถาวัลย์มาห่อและมัดผลผลิตจากป่า ได้แก่ หัวมัน พืชสมุนไพร และผลไม้ เป็นต้น

ในอดีตชาวมานิมีลักษณะการตั้งถิ่นฐานแบบเพิงพัก โดยใช้เศษกิ่งไม้มาสร้างเป็นโครงหลังคา และใช้ใบไม้มุงหลังคาเพื่อกันแดด ลม และฝน ดำรงชีวิตด้วยการหากินตามห่วงโซ่อาหารในธรรมชาติ เมื่อแหล่งอาหารในพื้นที่ลดน้อยลงก็จะย้ายถิ่นฐานไปเรื่อย ๆ

ต่อมาเมื่อทรัพยากรอาหารในป่าเริ่มลดลง ชาวมานิจึงเริ่มมีแนวคิดในการตั้งถิ่นฐานแบบกึ่งถาวรมากขึ้น โดยใช้ไม้กลม 4 ท่อนทำเป็นเสา ใช้ใบเหรงมุงหลังคา และกั้นฝาด้วยไม้ไผ่ เพื่อป้องกันคนภายนอกเข้ามาหยิบเครื่องมือเครื่องใช้ของตน และสะดวกต่อการเก็บรักษาสิ่งของอุปโภคบริโภค

ปัจจุบันชาวมานิยังคงมีทั้งกลุ่มที่ดำรงชีวิตแบบเร่ร่อนตามวิถีดั้งเดิม กลุ่มที่เริ่มปรับตัวสู่การตั้งถิ่นฐาน และกลุ่มที่ตั้งถิ่นฐานถาวร

กลุ่มที่อพยพเคลื่อนย้ายที่อยู่อาศัยและหาของป่าล่าสัตว์แบบดั้งเดิม เป็นกลุ่มที่ยังคงดำรงชีวิตด้วยการหาของป่าและล่าสัตว์ โดยใช้เครื่องมือที่ผลิตขึ้นเองจากวัสดุธรรมชาติ สร้างที่พักอาศัยเป็นเพิงพักหรือ “ทับ” ใช้วัสดุธรรมชาติอย่างง่าย เช่น เสาไม้ขนาดเล็ก หลังคามุงด้วยใบไม้ และปูพื้นด้วยใบไม้ ใช้เป็นที่พักอาศัยเพื่อหลบแดดและฝน อาหารส่วนใหญ่ได้จากสัตว์ป่าที่ล่ามาได้ รวมทั้งพืชพรรณต่าง ๆ เช่น เผือกและมัน การรักษาอาการเจ็บป่วยใช้สมุนไพรตามภูมิปัญญาดั้งเดิม ไม่ค่อยสุงสิงกับคนภายนอก เว้นแต่จะมีผู้ที่ไว้วางใจพาเข้ามาแนะนำ ไม่มีการเพาะปลูกและไม่มีการสะสมอาหาร

กลุ่มที่เริ่มปรับตัวตั้งถิ่นฐาน เป็นกลุ่มที่เริ่มมีการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต โดยสร้างที่อยู่อาศัยเป็นหลักแหล่งมากขึ้น แม้ยังมีการย้ายที่อยู่บ้าง แต่จะอยู่ในพื้นที่ใกล้เคียงกับที่ตั้งเดิม ลักษณะที่อยู่อาศัยยังคงเป็นเพิงพักหรือ “ทับ” และบางหลังสร้างเป็นขนำขนาดเล็ก ยังคงหาของป่าและล่าสัตว์เช่นเดิม แต่มีการปรับเปลี่ยนเครื่องมือในการล่าสัตว์ จากเดิมที่ใช้บอเลา ลูกดอกอาบยาพิษ และเครื่องมือจากวัสดุธรรมชาติ มาใช้ปืนอัดดินหรือปืนแก๊บที่ผลิตขึ้นเอง โดยเรียนรู้จากชาวบ้านภายนอก

มานิกลุ่มนี้เริ่มมีความสัมพันธ์กับคนภายนอกมากขึ้น โดยนำของป่า เช่น น้ำผึ้งป่า สมุนไพร สะตอ และผลผลิตจากป่า ออกมาแลกเปลี่ยนเป็นอาหาร หรือออกมารับจ้างถางป่า กรีดยางพารา และเก็บผลปาล์มน้ำมัน เพื่อแลกอาหารหรือรับค่าจ้างเป็นเงินสำหรับซื้ออาหารและเสื้อผ้า กลุ่มนี้มีบัตรประจำตัวประชาชน มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เริ่มเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลของรัฐ และเข้าถึงเทคโนโลยีมากขึ้น เช่น โทรศัพท์มือถือ โทรทัศน์ และแผงโซลาร์เซลล์ขนาดเล็กเพื่อผลิตไฟฟ้าใช้ภายในชุมชน บางคนเริ่มขับขี่รถจักรยานยนต์ และมีการปลูกพืชอาหาร เช่น มะพร้าว ขนุน กล้วย และพืชผักต่าง ๆ รวมทั้งเริ่มเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ

นอกจากนี้ ยังมีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้วิถีชีวิต ประเพณี และวัฒนธรรมกับชุมชนภายนอกมากขึ้น เช่น การเข้าร่วมงานประเพณี งานบวช และงานแต่งงานของชาวบ้าน รวมทั้งการช่วยเหลืองานต่าง ๆ ภายในชุมชน ขณะเดียวกันก็เริ่มมีการจัดงานประเพณีภายในชุมชนมานิเอง เช่น งานแต่งงาน งานศพ และงานวันเกิด โดยมีชาวบ้านและบุคคลภายนอกที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดเข้าร่วมงานด้วย

กลุ่มที่ตั้งถิ่นฐานถาวร เป็นกลุ่มที่มีการสร้างบ้านเรือนอย่างมั่นคงถาวร มีบัตรประจำตัวประชาชน เข้าถึงสวัสดิการของรัฐ และใช้บริการรักษาพยาบาลในโรงพยาบาลของรัฐ มีการส่งบุตรหลานเข้าเรียนในสถานศึกษาของรัฐ และได้รับการยอมรับจากสังคมภายนอกมากขึ้น

แม้จะตั้งถิ่นฐานถาวรแล้ว แต่ยังคงออกหาของป่าและล่าสัตว์ตามวิถีดั้งเดิมเพื่อนำมาเป็นอาหาร บางส่วนจำหน่ายเพื่อสร้างรายได้ มีการปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์น้ำเพื่อเป็นแหล่งอาหารของครัวเรือน รวมทั้งประกอบอาชีพต่าง ๆ เช่น ทำสวนยางพารา รับจ้างทั่วไป และทำงานกับหน่วยงานด้านป่าไม้

มานิกลุ่มนี้มีความสัมพันธ์กับสังคมภายนอกในฐานะสมาชิกส่วนหนึ่งของชุมชน มีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นและการใช้สิทธิในฐานะพลเมืองของรัฐมากขึ้น เช่น การใช้สิทธิเลือกตั้ง การเข้าร่วมกิจกรรมทางสังคมและวัฒนธรรมของชุมชน มีการแต่งงานกับบุคคลภายนอกเพิ่มขึ้น เข้าถึงเทคโนโลยีการสื่อสารและสื่อสังคมออนไลน์ ใช้รถจักรยานยนต์และรถยนต์เป็นพาหนะ รวมทั้งเริ่มมีการสะสมอาหาร ทรัพย์สิน และรู้จักการออมเงินกับสถาบันการเงินเช่นเดียวกับคนในสังคมทั่วไป

อุปกรณ์ที่สำคัญอีกชนิดหนึ่งในวิถีชีวิตของชาวมานิคือ อาวุธสำหรับล่าสัตว์ อาวุธที่โดดเด่นและเป็นเอกลักษณ์ที่สุด ได้แก่ บอเลาหรือไม้ซาง ชาวบ้านทั่วไปเรียกว่า “กระบอกตุด” เป็นเครื่องมือที่ทำด้วยไม้ไผ่ชนิดหนึ่งที่เรียกว่าไม้ไผ่หลอดหรือไม้ไผ่ซาง บอเลาประกอบด้วย 2 ส่วน คือ บอเลาชั้นนอกกับบอเลาชั้นใน บอเลาชั้นนอกเป็นกระบอกไม้ไผ่ที่มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางวงในประมาณ 2.5 เซนติเมตร ที่ต่อเข้ากันจำนวน 2-3 ท่อน ตามความยาวของไม้ที่นำมาใช้จนได้ความยาวประมาณ 2.5 เมตร การต่อไม้ไผ่ให้ยาวขึ้นนี้เพื่อช่วยเพิ่มแรงส่งให้ลูกดอกไปได้ไกลยิ่งขึ้น ระหว่างข้อต่อของไม้ไผ่แต่ละท่อนนั้นจะใช้ยางจากต้นจันหานมาเชื่อมต่อไม้ไผ่โดยใช้ไฟลนให้ติดกันจึงจะได้บอเลายาวตามที่ต้องการ ส่วนบอเลาชั้นใน ทำจากไม้ไผ่ประเภทเดียวกันแต่ใช้ขนาดเล็กกว่า ความยาวจะต้องเท่ากับบอเลาชั้นนอก การใช้งานจะต้องเอาบอเลาชั้นในนี้สอดเข้าไปไว้ในบอเลาชั้นนอก และเมื่อสอดบอเลาเข้าไปแล้วบริเวณปลายสุดของด้านที่จะใช้เป่านั้นต้องใช้ไม้ไผ่ที่ขัดเกลาให้เรียบสวมทับอีกชั้นแล้วเชื่อมให้ติดกันเพื่อให้ริมฝีปากแนบกันสนิทในขณะที่เป่า เมื่อนำไปใช้งานและได้สัตว์ที่มีขนกลับมา เช่น หมี ลิง ค่าง เป็นต้น ชาวมานิจะนำขนสัตว์เหล่านั้นมาถูกับบอเลาเพื่อให้มีกลิ่นสาบของสัตว์ ทำให้สัตว์ไม่ตื่นตกใจในขณะใช้งานและตุดสัตว์ได้ง่ายขึ้น

ส่วนบิลาหรือลูกดอกนั้นเป็นอุปกรณ์ที่ใช้คู่กับบอเลา ซึ่งทำจากหมากเจหรือไผ่ซางและทางระกำ บิลามีขนาดยาวประมาณ 30 เซนติเมตร หรือประมาณ 9 นิ้ว เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1.5 – 2 มิลลิเมตร เสี้ยมปลายให้แหลม วัดจากส่วนปลายสุดเข้ามาประมาณ 3 เซนติเมตร หรือประมาณ 1 นิ้ว จะต้องเหลาปลายให้คอดกิ่ว เมื่อเป่าถูกสัตว์จะได้หักติดอยู่ในตัวสัตว์ทันที และปลายอีกข้างหนึ่งของบิลานี้ก็เสี้ยมให้แหลมเช่นกันเพื่อนำไม้ระกำที่แต่งเป็นรูปกรวยติดไว้ สำหรับปลายแหลมของบิลาจะต้องชุบปลายลูกดอกนั้นด้วยยาพิษเรียกว่า “อิโป๊ะ” ทำมาจากยางของต้นไม้บางชนิด โดยเฉพาะยางน่อง (ด็อก) เป็นส่วนผสมสำคัญ มาเคี่ยวรวมกันจนมีลักษณะเหนียวข้นสีดำ เมื่อชุบปลายบิลากับอิโป๊ะเรียบร้อยแล้วจะนำมาใส่ไว้ใน “ฮอลลี่” ทำจากหลอดไม้ไผ่ขนาดเล็ก นำฮอลลี่แต่ละอันมาผูกด้วยหวายและม้วนเก็บใส่ไว้ในกระบอกสำหรับใส่ลูกดอก เรียกว่า “มะนึก” ทำจากไม้ไผ่ป่า โดยจะนำขุยเต่าร้างใส่ไว้ในมะนึกด้วย ไว้ใช้เวลาเป่าบอเลาจะนำขุยเต่าร้างยัดในปากกระบอก เพื่อให้ลูกดอกแน่นและสามารถเป่าได้ไกล กระบอกมะนึกจะมัดด้วยหวายเพื่อสะพายไว้กับตัว

นายหมาดเดี๊ยะ เพชรพริ้ง บ้านควนไม้ดำ ตำบลปะเหลียน กล่าวว่า ยาพิษที่ใช้สำหรับอาบลูกดอกประกอบด้วยยางอิโป๊ะ (ย่านน้อง) และย่านขนข้าง โดยนำมาตำเอาน้ำแล้วเคี่ยวด้วยไฟจนมีลักษณะเหนียว การเคี่ยวยาพิษสำหรับอาบลูกดอกจะต้องเคี่ยวบนใบไม้เท่านั้น เนื่องจากมีความเชื่อว่าหากเคี่ยวในภาชนะชนิดอื่น จะทำให้คุณภาพและประสิทธิภาพของยาพิษลดลง เครื่องมือล่าสัตว์ชิ้นแรกที่เด็กหนุ่มมานิจะได้รับ คือ “กระบอกตุด” ก่อนออกล่าสัตว์ ผู้นำกลุ่มมานิจะท่องบทสวดเป็นภาษามานิเพื่ออวยพร โดยเชื่อว่าจะช่วยไม่ให้เกิดอาการปวดศีรษะหรือมึนงง ช่วยให้ปลอดภัยจากอันตราย และทำให้การล่าสัตว์ประสบความสำเร็จ จากนั้นจึงส่งมอบเครื่องมือล่าสัตว์ให้แก่เด็กหนุ่ม

นายปิ่น สุขพล อายุ 76 ปี ตำบลปะเหลียน อำเภอปะเหลียน จังหวัดตรัง เล่าว่า ตนเคยมีโอกาสร่วมล่าสัตว์กับกลุ่มมานิในพื้นที่ป่าควนไม้ดำและป่าคลองตงเจ้าพะ ตำบลปะเหลียน และพบว่าชาวมานิมีข้อห้ามสำคัญในการล่าสัตว์ คือ จะไม่ล่าสัตว์ที่กำลังตั้งท้อง สัตว์ที่มีลูกอ่อน และสัตว์ที่ยังไม่โตเต็มวัย โดยถือเป็นข้อปฏิบัติที่ถ่ายทอดต่อกันมายังเด็กหนุ่มรุ่นหลัง และยึดถือปฏิบัติร่วมกันภายในกลุ่ม การมีเครื่องมือล่าสัตว์เป็นของตนเองและสามารถออกล่าสัตว์ในป่าได้ ถือเป็นสัญลักษณ์ว่าเด็กหนุ่มคนนั้นได้ก้าวเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ และมีความพร้อมที่จะดูแลตนเอง ครอบครัว และสมาชิกในกลุ่มมานิต่อไป

นอกจากนี้ ยังมีภูมิปัญญาที่เกี่ยวข้องกับการล่าสัตว์ชนิดต่าง ๆ เช่น การใช้ใบไม้สดและกิ่งไม้สำหรับจุดไฟให้เกิดควันเพื่อล่าหมูดินและจับผึ้ง เป็นต้น นอกจากนี้ชาวมานิได้ปรับใช้ภูมิปัญญามาผสมผสานกับเครื่องมือของชาวบ้าน เช่น การใช้แร้วดัดหมูป่าแบบมานิ สำหรับภูมิปัญญาในการจุดไฟ กองไฟเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับชาวมานิ พวกเขาพึ่งพากองไฟในแทบทุกมิติ ทั้งใช้ในการประกอบอาหาร ต้มน้ำ เผามัน ย่างสัตว์ ทำกระบอกตุดและลูกดอก ให้ความอบอุ่นคลายหนาว ให้แสงสว่าง ไล่แมลงและสัตว์ร้ายต่าง ๆ ให้ความมั่นคงทางด้านจิตใจ เป็นต้น ดังนั้น การจุดไฟจึงต้องอาศัยภูมิปัญญาในการใช้ประโยชน์จากพืชในป่า ประกอบด้วย ไม้ไผ่ซางผ่าซีกและเจาะรูตรงกลางหรือไม้เล็ก ๆ นำมาผ่าซีกนำเส้นใยจากต้นเต่าร้างซึ่งเป็นเชื้อไฟอัดเข้าไประหว่างรอยผ่าหรือใส่ในกระบอกไม้ไผ่ที่ผ่าซีกและวางบนรูที่เจาะไว้ หลังจากนั้นใช้หวายสอดไปด้านล่างกระบอกไม้ไผ่หรือกิ่งไม้ให้ตรงกับตำแหน่งที่มีเส้นใยเต่าร้างอยู่ ใช้เท้าเหยียบลงบนไม้ไผ่หรือกิ่งไม้ให้แน่นและใช้มือจับปลายหวายทั้งสองด้านถูให้เกิดควัน และเป่าจนกระทั่งติดไฟ

พืชที่เป็นแหล่งอาหารสำคัญของชาวมานิ คือ หัวมันชนิดต่าง ๆ เช่น มันหลา มันปูน มันหมู มันทราย มันอ้น มันโสม มันช้าง มันเทศ บอน กลอย เป็นต้น รวมถึงการหาพืชจำพวกหน่อไม้ ยอดไม้ ผลไม้ และเห็ดชนิดต่าง ๆ ที่ใช้เป็นอาหารได้ การหาอาหารจากพืช ถือเป็นกิจกรรมหลักที่ทำให้ชาวมานิสามารถอยู่รอดได้ในป่า ผู้หญิงและเด็ก หญิงชาวมานิจะมีหน้าที่ขุดมัน คนกลุ่มนี้จึงมีความรู้และเชี่ยวชาญเรื่องพืชพันธุ์ต่าง ๆ หัวมันบางชนิดมีพิษ แต่หญิงชาวมานิมีกรรมวิธีในการกำจัดพิษ วิธีการขุดมันชาวมานิจะเหลือหัวมันไว้ส่วนหนึ่งเพื่อให้เติบโตต่อไป ในการขุดหาหัวมันและอาหารของหญิงชาวมานิจะไปกันเป็นกลุ่ม แต่ละคนรับผิดชอบหาอาหารในส่วนของครอบครัวของตนเป็นหลัก และอาจมีการแบ่งปันอาหารให้กับคนแก่และคนป่วยที่ไม่สามารถออกไปหาอาหารได้ หากพบผลไม้บนต้นที่ยังไม่สุกชาวมานิจะทำการปักกำไว้ เพื่อแสดงความเป็นเจ้าของ การปักกำทำโดยนำท่อนไม้ที่มีใบมามัดเป็นจุกตรงปลาย แล้วนำไปปักไว้ตรงโคนต้นที่จับจอง (อาภรณ์ อุกฤษณ์, 2536; เกศริน มณีนูน และพวงเพ็ญ ศิริรักษ์, 2546; วิสา เสกธีระ, 2557 ; ฉัตรวรรณ พลเพชร, 2557)

การล่าสัตว์เป็นหน้าที่ของผู้ชายมักไปกันทั้งครอบครัวหรือทั้งกลุ่ม ส่วนผู้สูงอายุและเด็กซึ่งเดินทางไม่สะดวกจะอยู่ที่ทับ วิธีการล่าสัตว์มีการเป่าบอเลา (ไม้ซาง) ซึ่งบรรจุลูกดอกที่อาบด้วยยางน่อง การเป่าลูกดอกพิษนี้ใช้จับสัตว์ใหญ่ไม่นิยมใช้กับสัตว์เล็ก เพราะส่วนที่โดนยิงจะมีพิษทำให้ไม่สามารถรับประทานได้ พิษจากยางน่องเป็นพิษร้ายแรงไม่มีทางแก้ไข ชาวมานิจึงมีความระมัดระวังมากเวลาใช้พิษชนิดนี้ นอกจากนี้ยังมีวิธีการจับสัตว์ต่าง ๆ เช่น การเป่าลูกดอกที่ไม่ได้อาบพิษยางน่อง การไล่ต้อนแล้วดักตี การแทงด้วยหอก การใช้หินขว้าง เป็นต้น และยังมีการใช้เครื่องมือจับสัตว์แบบชาวบ้าน เช่น เบ็ดตกปลา อีมุ้ม แร้ว เป็นต้น สัตว์ที่ชาวมานินิยมจับมาบริโภค เช่น มูสัง ลิง ค่าง เลียงผา หมูดิน หมูป่า กระรอก นก ปลา เต่า ตะพาบน้ำ เป็นต้น หญิงชาวมานิก็สามารถจับสัตว์ขนาดเล็กเพื่อเป็นอาหารได้เช่นกัน

การออกล่าสัตว์มักเป็นช่วงเช้า สมาชิกผู้ชายในกลุ่มจะแบ่งกันเป็นกลุ่มย่อยออกไปล่าสัตว์ในจุดต่าง ๆ จะออกล่าสัตว์เป็นกลุ่มเล็ก เพื่อไม่ให้เกิดเสียงดังจนสัตว์รู้ตัว การออกล่าสัตว์นี้ขึ้นอยู่กับฝีมือส่วนหนึ่งและต้องมีโชคด้วยเช่นกัน ไม่ใช่ทุกครั้งที่จะสามารถจับสัตว์ได้ เมื่อจับสัตว์มาได้เนื้อสัตว์นั้นจะถูกแบ่งปันอย่างยุติธรรม ผู้ที่จับสัตว์ได้จะได้ส่วนแบ่งที่ดีที่สุดไป ส่วนที่เหลือก็จะแจกจ่ายให้กับสมาชิกคนอื่น ๆ ในกลุ่ม การจับสัตว์ของชาวมานิจะทำแค่พอกินเท่านั้น วิธีการถนอมอาหารมีแค่เพียงการย่างให้แห้งเพื่อยืดอายุให้รับประทานได้นานขึ้น ดังนั้น การล่าเพื่อให้ได้เนื้อสัตว์มาก ๆ จึงไม่มีความจำเป็น นอกจากนี้ชาวมานิยังมีคติความเชื่อที่ทำให้การล่าสัตว์เป็นไปอย่างไม่เบียดเบียนธรรมชาติ เช่น มีความเชื่อว่าจะไม่ล่าสัตว์ที่ตั้งท้อง และเชื่อว่าสัตว์ต่าง ๆ มีเจ้าที่เจ้าทางเป็นเจ้าของและจะล่าเมื่อจำเป็นเท่านั้น จะเห็นได้ว่าสมาชิกในกลุ่มของชาวมานิทุกคนจะทำหน้าที่ช่วยกันหาอาหารโดยมีหัวหน้ากลุ่มหรือผู้อาวุโสภายในกลุ่มเป็นผู้จัดสรรอาหารให้ทุกคนอย่างยุติธรรม (ไพบูลย์ ดวงจันทร์, 2523; อาภรณ์ อุกฤษณ์, 2536; สุวัฒน์ ทองหอม, 2544 และวิสา เสกธีระ, 2557)

ชาวมานิบางกลุ่มที่ติดต่อกับชาวบ้านได้เรียนรู้ที่จะเก็บผลผลิตจากป่าตามฤดูกาลร่วมกับการทำการเพาะปลูก เช่น ทำข้าวไร่เพื่อบริโภค สับเปลี่ยนกับการหาของป่าจำพวกสะตอ ลูกเนียง ลูกเหรียง น้ำผึ้ง ไม้กฤษณา สมุนไพรต่าง ๆ เป็นต้น เพื่อนำมาขายให้กับชาวบ้านและนำเงินมาซื้อข้าวสาร ปลาเค็ม และเกลือ ปัจจุบันชาวมานิเปลี่ยนจากการปลูกข้าวไร่มาเป็นการทำสวนยางพารา และการประกอบอาชีพรับจ้างชาวบ้าน เช่น การถางหญ้า กรีดยางเพื่อเป็นการหารายได้ เป็นต้น การเพาะปลูก การหาของป่าและการรับจ้างดังกล่าวสามารถทำให้ชาวมานิมีรายได้ในการซื้อหาอาหาร และสามารถตั้งถิ่นฐานได้ถาวรมากขึ้น (ไพบูลย์ ดวงจันทร์, 2541; พัชสนันท์ ชูสง, 2553 และวิสา เสกธีระ, 2557)

โครงสร้างทางสังคม

ระบบนิเวศป่าสามารถสร้างปฏิสัมพันธ์ระหว่างกัน ก่อให้เกิดความผูกพันที่ดีที่เป็นคุณค่านำไปสู่ความร่วมมือในการทำกิจกรรมต่าง ๆ ร่วมกัน ชาวมานิจึงเลือกอาศัยอยู่ร่วมกันเป็นกลุ่ม มีการจัดระบบสังคมแบบครอบครัว มีการแบ่งปันอาหารและสิ่งต่าง ๆ ให้แก่กัน และทำกิจกรรมต่าง ๆ ร่วมกัน โดยความสัมพันธ์ในกลุ่มของมานิอยู่บนฐานของระบบนิเวศป่าทั้งระบบ เช่น การจัดระบบโครงสร้างประชากรในแต่ละกลุ่มให้เหมาะสมกับแหล่งอาหารที่มีอยู่ พวกเขาจึงอยู่กันเป็นกลุ่มขนาดเล็ก ไม่เกินกลุ่มละ 50 คน เพื่อให้สามารถหาอาหารในละแวกทับที่ตั้งอยู่ได้อย่างพอเพียงกับสมาชิกในแต่ละทับ นอกจากนี้พวกเขายังสามารถควบคุมจำนวนประชากร ลดอัตราการเกิดของสมาชิก เมื่อยังไม่พร้อมจะเพิ่มจำนวนสมาชิกจะเลือกใช้สมุนไพร “ยาลูกขาด” การจัดระบบโครงสร้างทางสังคมภายในกลุ่มด้วยการกำหนดบทบาทหน้าที่และความสัมพันธ์ระหว่างกัน เพื่อการดำเนินชีวิตบนพื้นฐานของการพึ่งพาธรรมชาติ แต่ละช่วงวัยจะมีบทบาทและหน้าที่แตกต่างกัน ดังนี้

  • ผู้ชายสูงอายุ จะมีบทบาทในการเป็นผู้ถ่ายทอดประสบการณ์แก่ลูกหลาน และบางคนที่ยังแข็งแรงจะออกไปหามัน สมุนไพร ไม้ฟืน และน้ำดื่ม แต่หากไม่สบายและไม่สามารถออกไปหาอาหารได้จะมีลูกหลานคอยช่วยเหลือดูแล
  • ผู้หญิงสูงอายุ มีบทบาทค่อนข้างคล้ายคลึงกันกับผู้ชายสูงวัย หน้าที่ส่วนใหญ่จะทำทั้งงานบ้าน เช่น การเตรียมอาหาร การซ่อมแซมทับ การเย็บหรือสานจ๋องอุปกรณ์เครื่องใช้ภายในทับ รวมทั้งการออกไปหาอาหาร ไม้ฟืน และน้ำดื่ม
  • ผู้ชายวัยกลางคน (มีครอบครัว) มานิในวัยนี้จะมีบทบาทในการเป็นพ่อซึ่งมีหน้าที่ในการหาเลี้ยงครอบครัว และพ่อแม่ที่สูงอายุ และมีหน้าที่ในการถ่ายทอดประสบการณ์ให้แก่ลูก ซึ่งเป็นการขัดเกลาทางสังคมของกลุ่มมานิ บทบาทในการหาอาหารจึงเป็นบทบาทหลักทั้งการล่าสัตว์ หามัน พืชสมุนไพร และไม้ฟืน
  • ผู้หญิงวัยกลางคน (มีครอบครัว) ซึ่งรับบทบาทเป็นแม่ที่มีหน้าที่ในการให้กำเนิดบุตร เลี้ยงดู และถ่ายทอดประสบการณ์ต่าง ๆ ให้แก่ลูก ในเรื่องการสอนทำอาหาร การออกไปหามัน สมุนไพร ผลไม้ ไม้ฟืน และน้ำดื่ม อีกด้วย
  • ผู้ชายวัยรุ่น เป็นช่วงที่มานิในวัยนี้ได้สั่งสมประสบการณ์ในการใช้ชีวิตมาพอสมควรสามารถเลี้ยงดูตนเองได้ มีการสร้างทับเป็นของตัวเอง และเข้าสู่วัยที่เริ่มหาคู่ครอง
  • ผู้หญิงวัยรุ่น เป็นช่วงที่มานิในวัยนี้เริ่มเรียนรู้และมีบทบาทในการช่วยหาอาหารและเตรียมงานบ้านต่าง ๆ สามารถดูแลตนเองได้และมีการสร้างทับเป็นของตัวเอง
  • วัยเด็ก เป็นวัยที่ต้องเรียนรู้ประสบการณ์ต่าง ๆ ทั้งการเล่นสนุกในทับและในกลุ่มเด็กมานิด้วยกัน การเล่นยิงนกด้วยบอเลาขนาดเล็กที่ทำเลียนแบบของผู้ใหญ่ด้วยตนเอง การช่วยพ่อแม่ทำงานบ้าน ซ่อมแซมทับ ช่วยขุดมัน หาไม้ฟืนและน้ำดื่ม รวมถึงเรียนรู้เรื่องราวจากสังคมภายนอกกลุ่ม สิ่งเหล่านี้ได้รับการถ่ายทอดจากพ่อแม่และผู้สูงวัยภายในกลุ่ม เด็กมานิบางกลุ่มได้มีโอกาสเรียนหนังสือจากคุณครูอาสา และในโรงเรียน ได้แก่ กลุ่มปลายคลองตง อำเภอปะเหลียน จังหวัดตรัง มีเด็ก ๆ มานิได้เรียนหนังสือจำนวน 5 คน ที่โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนสันติราษฎร์ และเด็กมานิกลุ่มทุ่งนุ้ย เรียนที่โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ อำเภอควนกาหลง จังหวัดสตูล เด็กที่เรียนในโรงเรียนจะปรับตัวเข้ากับสังคมภายนอกได้มากขึ้น ในขณะเดียวกันการเรียนรู้จากการใช้วิถีชีวิตแบบเดิมเริ่มลดลง จะเห็นได้ว่าชาวมานิที่ยังมีวิถีดั้งเดิมมีบทบาทหน้าที่ไม่ซับซ้อนมากนัก ถึงแม้ปัจจุบันจะมีการติดต่อกับสังคมภายนอกบ้างแล้วก็ตาม

พัฒนาการด้านการดำรงเผ่าพันธุ์

การดำรงเผ่าพันธุ์ของกลุ่มชาติพันธุ์มานินั้น นิยมแต่งงานกับคนในกลุ่มชาติพันธุ์มานิด้วยกันเอง และดำรงชีวิตอย่างสงบ มีลูกหลานสืบทอดเผ่าพันธุ์ต่อเนื่องกันมา การเลือกคู่ครองเป็นเรื่องของความพึงพอใจของทั้งฝ่ายหญิงและฝ่ายชาย

นางกบ ศรีธารโต มานิกลุ่มเขาพับผ้า เล่าว่า การเลือกคู่ครองจะเกิดขึ้นในช่วงที่มานิแต่ละกลุ่มมาพบปะกันประจำปี โดยจะมีพิธีกรรมรอบกองไฟ หญิงสาวมานิจะเดินวนรอบกองไฟ ซึ่งมีจอมปลวกอยู่ตรงกลาง ขณะที่ชายหนุ่มจะนั่งล้อมเป็นวงอยู่ด้านนอก หากชายหนุ่มพึงพอใจหญิงสาวคนใดก็จะขอจับมือ หากฝ่ายหญิงพึงพอใจก็จะยอมให้จับมือ แต่หากไม่พอใจก็จะปฏิเสธ ถือเป็นพิธีกรรมในการเลือกคู่ครองของกลุ่มมานิ

นายไข่ ศรีมะนัง มานิบ้านวังนาใน เล่าว่า ในรอบหนึ่งปี กลุ่มมานิบริเวณเทือกเขาบรรทัดจะมีการนัดหมายพบญาติ ซึ่งเป็นการรวมตัวของมานิจากหลายกลุ่ม การเลือกคู่ครองถือเป็นหนึ่งในกิจกรรมสำคัญที่เกิดขึ้นในงานดังกล่าว เพราะเปิดโอกาสให้หนุ่มสาวจากต่างกลุ่มได้พบปะและเลือกคู่ครอง

นายดารากร เต็งรัง เล่าว่า ตนเคยรู้จักนายสังและภรรยาของนายสัง แต่เมื่อเวลาผ่านไปหลายปีและได้พบกันอีกครั้ง ภรรยาของนายสังได้ไปอยู่กินกับนายสิงแล้ว โดยทั้งนายสังและนายสิงไม่ได้โกรธเคืองหรือทำร้ายกัน เนื่องจากการตัดสินใจเลือกคู่ครองหรือเปลี่ยนคู่ครองขึ้นอยู่กับฝ่ายหญิงเป็นสำคัญ ซึ่งมักพิจารณาจากความสามารถในการหาอาหารและดูแลครอบครัวเป็นหลัก

สำหรับการใช้ชีวิตร่วมกันภายในครอบครัวมานิ ผู้ชายมีหน้าที่หลักในการหาของป่าและล่าสัตว์ ส่วนผู้หญิงมีหน้าที่ขุดหัวมัน เลี้ยงลูก และปรุงอาหาร ผู้หญิงมีสิทธิ์ตัดสินใจว่าจะอยู่ร่วมกับสามีคนเดิมหรือเลิกราเพื่อมีสามีใหม่ได้ หากเห็นว่าสามีไม่ขยัน ไม่สามารถหาอาหารหรือดูแลครอบครัวได้เพียงพอ

นางเจี๊ยบ รักษ์ป่าบอน มานิกลุ่มบ้านโหล๊ะหาร ตำบลทุ่งนารี อำเภอป่าบอน จังหวัดพัทลุง เล่าว่า เมื่อเกิดปัญหาในครอบครัว จะใช้วิธีพูดคุยกันตรง ๆ เพื่อแก้ไขปัญหา โดยเมื่อครั้งที่ตนเลิกรากับสามี ก็ได้พูดคุยกันก่อนที่จะไปใช้ชีวิตครอบครัวกับสามีคนใหม่ ขณะที่อดีตสามีก็ยังสามารถอยู่ในกลุ่มมานิเดิมได้ตามปกติ แต่หากไม่สามารถยอมรับสถานการณ์ได้ก็อาจเลือกออกจากกลุ่มไป และหากต้องการกลับเข้ามาอยู่ในกลุ่มอีกครั้ง จะขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของผู้นำกลุ่มว่าจะเห็นสมควรให้กลับมาอยู่ร่วมกับกลุ่มหรือไม่

นายดารากร เต็งรัง ยังเล่าว่า ในกลุ่มมานิที่ตนรู้จัก ผู้นำกลุ่มเท่านั้นที่สามารถมีภรรยาได้มากกว่าหนึ่งคน ส่วนสมาชิกทั่วไปสามารถมีคู่ครองได้เพียงหนึ่งคน หากต้องการมีคู่ครองใหม่จะต้องเลิกรากับคู่ครองเดิมก่อน

ชาวมานิให้ความสำคัญกับเด็กเป็นอย่างมาก และในปัจจุบันไม่นิยมให้บุตรหลานออกไปอยู่นอกกลุ่มชาติพันธุ์ เด็กถือเป็นสมาชิกของกลุ่มและของเผ่าที่ทุกคนมีหน้าที่ร่วมกันดูแล ไม่ใช่เพียงหน้าที่ของพ่อแม่เท่านั้น

ในการดำรงชีวิตประจำวัน เด็กจะได้รับการดูแลเป็นพิเศษ เช่น เมื่อมีการล่าสัตว์ได้สำเร็จ จะต้องย่างเนื้อส่วนหนึ่งให้เด็ก ๆ รับประทานก่อน ไม่ว่าเด็กคนนั้นจะเป็นลูกของใครในกลุ่มก็ตาม ผู้ใหญ่ทุกคนมีหน้าที่แบ่งอาหารให้เด็กก่อนเสมอ เมื่อเด็ก ๆ รับประทานจนอิ่มแล้ว ผู้ใหญ่จึงจะรับประทานอาหารตาม ถือเป็นแนวปฏิบัติที่สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของเด็กในสังคมมานิ

การสืบผีบรรพบุรุษ และสายตระกูล

ชาวมานิเป็นกลุ่มคนที่เชื่อเรื่องธรรมชาติค่อนข้างมาก สังเกตได้จากไม่มีความเชื่อในชีวิตหลังความตาย เพราะเมื่อชาวมานิเสียชีวิตจะไม่มีพิธีกรรมใด ๆ เพียงแต่ทิ้งศพนั้นไว้ในทับ แล้วมานิคนอื่น ๆ ก็ย้ายไปตั้งทับที่ใหม่ ปัจจุบันเมื่อชาวมานิมีการติดต่อสัมพันธ์กับชาวบ้านมากขึ้น ความเชื่อหลายอย่างจึงได้รับการถ่ายทอด รวมทั้งเมื่อมีชาวมานิเสียชีวิต จะมีการเผาศพ บางกรณีมีการฝังศพ และมีพิธีกรรมแบบเรียบง่ายผสมผสานกับพิธีทางศาสนาพุทธ ซึ่งปรากฏขึ้นในพื้นที่เขตเทือกเขาบรรทัด

ในกรณีกลุ่มชาติพันธุ์มานิ – โอรังอัสลี ในงานศึกษาของบัณฑิต ไกรวิจิตร และคณะ (2562) สะท้อนภาพการสืบผีบรรพบุรุษและสายตระกูล โดยมานิ – โอรังอัสลี เชื่อถือผู้มีอำนาจศักดิ์สิทธิ์สูงสุดคนเดียวกัน โดยบัณฑิตกล่าวว่า อำนาจสูงสุดนี้เป็นทั้งพระเจ้า ศาสดา และบรรพบุรุษ เป็นต้นกำเนิดของโอรังอัสลี เรียกว่า “อลึจ (Aluj)” การระลึกถึงอลึจถือเป็นการแสดงความเคารพ โดยอาจมีโอกาสของการระลึกถึงเมื่อต้องการให้อลึจคุ้มครอง ปกปักรักษา ให้ล่าสัตว์ได้อย่างสะดวก หรือการดูแลสุขภาพ การเชื่อถือในอลึจที่เป็นบรรพบุรุษของโอรังอัสลีดังกล่าวนี้ย่อมทำให้ชาวโอรังอัสลีเชื่อร่วมกันในความเป็นเผ่าพันธุ์ซึ่งย่อมส่งผลต่อการช่วยเหลือเผื่อแผ่ การแบ่งปัน และพยายามที่จะรักษาไม่ให้เกิดความขัดแย้งขึ้นในกลุ่มชาติพันธุ์มานิ – โอรังอัสลี

การจัดการชุมชน

ในสถานการณ์ที่ต้องมีการตัดสินใจร่วมกัน โดยเฉพาะกรณีของการย้ายทับ ชาวมานิจะมีการพูดคุยเพื่อร่วมกันตัดสินใจ คนที่มีอำนาจตัดสินใจจะเป็นมานิอาวุโสที่อยู่ในกลุ่ม หรือเป็นมานิรุ่นหนุ่มที่มีความสามารถในการล่าสัตว์ได้มากที่สุด ส่วนกรณีที่มีชาวบ้าน หรือหน่วยงานภายนอกเข้ามาติดต่อชาวมานิจะให้คนที่สามารถสื่อสารภาษากับชาวบ้านได้ดีเป็นคนสื่อสารในเบื้องต้น รวมทั้งในบางกรณีจะใช้คนนอกที่ชาวมานิให้ความไว้วางใจในฐานะเป็นผู้นำของกลุ่ม

ชาวมานิเทือกเขาบรรทัด พบว่า แต่ละกลุ่มจะมีระบบแบ่งงานกันทำ โดยผู้ชายและผู้หญิงสูงอายุจะมีบทบาทในการเป็นผู้ถ่ายทอดประสบการณ์แก่ลูกหลาน เนื่องจากมีประสบการณ์ชีวิต

หน้าที่ในการล่าสัตว์เป็นหน้าที่ของชายหนุ่มชาวมานิ ในวันที่ไม่ได้ออกล่าสัตว์ พวกเขาจะจัดเตรียมกระบอกบอเลาให้มีความพร้อมสำหรับล่าสัตว์อยู่เสมอ เมื่อออกล่าสัตว์มานิจะเดินทางไปเป็นกลุ่มเล็ก 2 – 3 คนเท่านั้น มานิเล่าว่าหากไปกันหลายคนจะส่งผลให้ล่าสัตว์ได้ยากเพราะสัตว์โดยเฉพาะลิงและค่างจะรู้ตัวก่อน เมื่อได้สัตว์มาแล้วจะเผา (หมก) ผ่าท้องและแบ่งแจกจ่ายให้กับทุกครอบครัว อวัยวะสำคัญ เช่น ตับของลิงหรือค่างจะนำไปให้กับผู้อาวุโสในกลุ่ม ส่วนเนื้อที่โดนลูกดอกหรือยาพิษจะตัดทิ้งไป

สรุปได้ว่า ระบบการจัดการชุมชนของชาวมานินั้นบทบาทและหน้าที่ของกลุ่มยังมีบทบาทและหน้าที่ที่ไม่ซับซ้อน ลักษณะเด่นคือการแบ่งงานกันทำ ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นเงื่อนไขสำคัญที่ทำให้มานิสามารถรักษาอัตลักษณ์ของชาติพันธุ์ไว้ได้จนถึงปัจจุบัน อย่างไรก็ตามหลังจากมีชาวมานิบางกลุ่มที่ได้ตั้งถิ่นฐานถาวรและรับแนวคิดการจัดการกลุ่มแบบชาวบ้านแล้ว รูปแบบการจัดการแบบเดิมที่เคยมีมาก็เริ่มเปลี่ยนไปเป็นลักษณะของครอบครัวเดี่ยวมากขึ้น เช่น ครอบครัวไหนหาอาหารมาได้ก็แบ่งปันกันน้อยลง มานิบางคนมีความสามารถในการหาผึ้งได้มากนำมาแลกเปลี่ยนกับชาวบ้านในรูปแบบของเงิน

บุคคลสำคัญในกลุ่มชาติพันธุ์

บุคคลสำคัญของกลุ่มชาติพันธุ์มานิที่จะกล่าวถึงในที่นี้คนแรก คือ คนัง เป็นชาวมานิบริเวณเทือกเขาบรรทัด ในสมัยรัชกาลที่ 5 ทรงนำมาเลี้ยงไว้ในพระราชวัง คนังอาจเป็นมานิคนแรกที่เป็นที่รู้จักของสังคมไทยในช่วงเวลานั้น นับว่าเป็นภาพแทนชาวมานิในยุคแรก ๆ นักวิชาการทางด้านวรรณกรรมเชื่อกันว่าคนังน่าจะเป็นมานิที่ส่งผลต่อแรงบันดาลใจให้รัชกาลที่ 5 ทรงนิพนธ์วรรณกรรมเรื่องเงาะป่า

ความสัมพันธ์เบื้องต้นระหว่างคนังกับรัชกาลที่ 5 เกิดขึ้นจากการปฏิรูปประเทศในทศวรรษ 2430 (ช่วงเวลาเดียวกันนี้เป็นช่วงเวลาที่จักรวรรดินิยมได้ขยายอิทธิพลเข้ามาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วย) ส่วนของการปกครองส่วนภูมิภาคนั้นรัฐบาลกลางกำหนดให้รวบรวมหัวเมืองที่อยู่ในพื้นที่ใกล้เคียงกันจัดการปกครองแบบเทศาภิบาล กลุ่มเมืองที่อยู่ใกล้กันถูกรวบรวมเป็นมณฑลเทศาภิบาล ในที่นี้เมืองพัทลุง เมืองสงขลา เมืองนครศรีธรรมราช และบริเวณหัวเมืองทั้ง 7 ถูกรวมเป็นมณฑลนครศรีธรรมราช หลังการจัดตั้งประมาณ 10 ปี รัชกาลที่ 5 เสด็จประพาสมณฑลนครศรีธรรมราช ในช่วงเดือนกรกฎาคม ร.ศ. 124 (พ.ศ. 2448) ทางเจ้าเมืองได้นำมานิบริเวณเทือกเขาบรรทัดมาถวายให้ทอดพระเนตรได้ทรงถ่ายภาพมานิไว้ รัชกาลที่ 5 ทรงพระราชดำริที่จะลองเลี้ยงเด็กชาวมานิ เป็นที่มาของการนำคนังมาถวายให้รัชกาลที่ 5 โดยเชื่อกันว่าคนังเป็นเด็กมานิที่กำพร้าพ่อแม่

บุคคลสำคัญอีกคนหนึ่งคือ เฒ่าไข่ ศรีมะนัง โดยนายไข่ ศรีมะนัง เป็นผู้นำชาวมานิ กลุ่มวังสายทอง ตำบลน้ำผุด อำเภอละงู จังหวัดสตูล เป็นบุคคลที่สามารถพูดภาษาไทยใต้ได้เป็นอย่างดี ส่งผลให้สามารถสื่อสารกับคนภายนอกได้ดี สามารถประสานงานกับมานิกลุ่มอื่น ๆ ในบริเวณเทือกเขาบรรทัดได้ และด้วยจุดที่ตั้งทับของมานิกลุ่มนี้อยู่ในพื้นที่ไม่ไกลกับน้ำตกวังสายทอง ทำให้มีนักท่องเที่ยวเข้าไปเยี่ยมเยียนมานิกลุ่มนี้มาโดยตลอดและมีเฒ่าไข่ที่สามารถสื่อสารและประสานงานระหว่างมานิกับผู้ที่เข้าไปเยี่ยมเยียน

ระบบความเชื่อ ประเพณี และพิธีกรรม

ศาสนาและความเชื่อ

ชาวมานิบริเวณเทือกเขาบรรทัดไม่มีการนับถือศาสนาที่ชัดเจน ในอดีตชาวมานิแถบนี้ทั้งหมดจะให้ความเคารพต่อธรรมชาติที่อยู่รอบตัวแวดล้อมตัว ชาวมานิมีความผูกพันอย่างลึกซึ้งต่อป่า ลำธาร ต้นไม้ พืช สัตว์ และธรรมชาติทั้งหมด ซึ่งเป็นแหล่งอาหารและแหล่งเกื้อกูลชีวิตในทุกด้าน ป่าจึงเป็นแหล่งที่ให้คุณค่าทางจิตวิญญาณ บ่งบอกถึงที่มาและแผ่นดินที่บรรพบุรุษเคยอาศัยมาอย่างยาวนาน ชาวมานิกลัวอำนาจของวิญญาณและนางไม้ในต้นไม้บางชนิด เชื่อในวิถีปฏิบัติต่อธรรมชาติ แสดงออกโดยมีพิธีกรรมที่เคารพธรรมชาติ และมีวิถีชีวิตที่เป็นมิตรกับธรรมชาติ ในปัจจุบันชาวมานิส่วนใหญ่ยังมีความเชื่อและเคารพธรรมชาติอย่างเข้มข้น เมื่อเริ่มมีความสัมพันธ์กับชาวบ้านภายนอกป่า เริ่มเรียนรู้ศาสนาที่ชาวบ้านแถบนั้นนับถือ ดังกรณีชาวมานิบริเวณอำเภอปะเหลียน จังหวัดตรัง มีความสัมพันธ์และไว้เนื้อเชื่อใจกับชาวบ้านที่นับถือศาสนาอิสลาม เมื่อมานิบางคนเสียชีวิตชาวบ้านแถบนั้นจึงนำศพมาทำพิธีตามหลักศาสนาอิสลาม เช่นผู้หญิงโอรังอัสลีในพื้นที่จังหวัดยะลาและนราธิวาสที่อาศัยอยู่ใกล้กับชุมชนมุสลิมจะนิยมนำผ้าฮิญาบมาคลุมศีรษะเฉกเช่นเดียวกับหญิงมุสลิมในขณะที่ชาวมานิกลุ่มวังสายทอง อำเภอละงู จังหวัดสตูล มีความใกล้ชิดและสัมพันธ์กับชาวบ้านแถบนั้นซึ่งนับถือศาสนาพุทธ เมื่อมีมานิเสียชีวิตชาวบ้านจึงนำศพมาจัดงานในวัดและเผาศพตามหลักศาสนาพุทธ

ความเชื่ออื่น ๆ

ชาวมานิเชื่อในอำนาจเหนือธรรมชาติที่เกิดอยู่ในจิตสำนึกที่เชื่อมโยงและผูกพันกับระบบนิเวศ ได้แก่ พืช สัตว์ สถานที่ และปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ ความเชื่อหลายประการที่บ่งชี้ได้ชัดว่าพวกเขาเคารพและนอบน้อมต่อธรรมชาติเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งรายละเอียดของความเชื่อที่จะนำเสนอได้จากการสำรวจกลุ่มชาวมานิบริเวณป่าเทือกเขาบรรทัด ดังนี้

  • ความเชื่อเกี่ยวกับการล่าสัตว์ พวกเขามีความเชื่อว่าห้ามนำสัตว์ใหญ่มาเป็นอาหาร เช่นช้าง เสือ หมี เนื่องจากสัตว์ใหญ่ที่ดุร้ายมีความเสี่ยงต่อชีวิต ส่วนสัตว์สวยงามบางชนิดอย่างเช่น สมเสร็จ ชาวมานิจะไม่นิยมนำมารับประทานเพราะเป็นสัตว์ที่มีลักษณะพิเศษ หาดูได้ยาก จึงควรเก็บไว้ชื่นชมให้อยู่คู่กับธรรมชาติ ความเชื่อเกี่ยวกับการออกไปล่าสัตว์หากมีการสะดุดล้มเมื่อเริ่มออกเดินทาง พวกเขาจะเปลี่ยนเส้นทางทันที โดยเชื่อว่าถ้ายังเดินไปในทิศทางเดิมจะเป็นอันตรายได้
  • ความเชื่อเกี่ยวกับลางสังหรณ์ เมื่อใดที่ชาวมานิสัมผัสได้ถึงความรู้สึกที่แปลกแตกต่างไปจากเดิมหรือมีลางสังหรณ์ไม่ดี มีอาการขนลุกขนพอง ใจสั่น แสดงว่าพื้นที่บริเวณนั้นมีผีหรือเจ้าที่แรง โดยชาวมานิจะไม่เลือกบริเวณนั้นเป็นที่ตั้งทับและจะไม่ล่าสัตว์บริเวณนั้นเป็นอันขาด
  • ความเชื่อเกี่ยวกับการเลือกที่ตั้งทับและการย้ายทับ ในการเลือกสถานที่เพื่อตั้งทับใหญ่ทั้งกลุ่ม ชาวมานิจะไม่เลือกสถานที่ที่มีจอมปลวกสีดำ พวกเขาจะไม่เลือกตั้งทับบริเวณดังกล่าว เพราะเชื่อว่าบริเวณเหล่านั้นมีผีดินอาศัยอยู่ ส่วนบริเวณไหนที่มีต้นไม้ขนาดใหญ่ โดยเฉพาะต้นหลุมพอ เชื่อกันว่าจะมีผีอาศัยอยู่ตามโคนต้นไม้ และเมื่อได้ที่ตั้งทับทั้งกลุ่มแล้วก่อนจะเลือกบริเวณที่จะสร้างทับของแต่ละครัวเรือน ผู้ชายจะเดินสำรวจโดยใช้เท้าเหยียบบริเวณที่ต้องการสร้างทับ เมื่อวางเท้าลงบนดินบริเวณนั้นแล้วมีความรู้สึกเย็นจากฝ่าเท้าไปจนถึงศีรษะ ก็จะเลือกบริเวณดังกล่าวเป็นที่สร้างทับ แต่ถ้ามีความรู้สึกร้อนจะไม่เลือกพื้นที่ตรงนั้นเด็ดขาด
  • ความเชื่อในเรื่องของผีในต้นไม้ใหญ่ โดยพวกเขาเชื่อว่าในต้นไม้บางชนิด โดยเฉพาะไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ จะมีสิ่งเร้นลับอาศัยอยู่ ซึ่งเป็นมานิที่ไม่ใช่มนุษย์ทั่วไปสามารถเข้าไปอาศัยอยู่ในต้นไม้ดังกล่าวได้ และต้นไม้เหล่านั้นห้ามตัดโดยเด็ดขาด
  • ความเชื่อห้ามตัดต้นไม้บางชนิดที่มีขนาดใหญ่ เชื่อว่า ถ้าใครที่ฟันต้นไม้เหล่านี้จะทำให้ฟ้ามืดดำ ฝนฟ้าจะตกลงมาอย่างหนัก แม้ว่าก่อนตัดฟ้าจะสว่างก็ตาม จึงเป็นข้อห้ามตัดต้นไม้เหล่านี้โดยเด็ดขาด
  • ความเชื่อต่อการลงโทษจากธรรมชาติ ชาวมานิเชื่อว่าหากไม่ทำตามพิธีกรรม เรื่องการเคารพสัตว์ในขณะย่างไฟ หรือขั้นตอนการปฏิบัติเกี่ยวกับการนำสัตว์มากินเป็นอาหาร เชื่อกันว่าจะถูกธรรมชาติลงโทษ เช่น ฝนตกหนัก ลมแรง และต้นไม้หักโค่น ฟ้าแลบฟ้าผ่า ดินและหินถล่ม เป็นต้น
  • นายจิต อายุ 63 ปี ชนเผ่ามานิ บ้านช่องงับ เล่าว่า เมื่อมีคนเจ็บป่วย ผู้อาวุโสในกลุ่มจะนำยาสมุนไพรมารมควันแล้วเป่าไปพร้อมกับการท่องบทสวดเป็นภาษามานิให้แก่ผู้ป่วย เพื่อให้หายจากโรคที่เป็นอยู่ โดยเชื่อว่านอกจากสรรพคุณของสมุนไพรที่ใช้รมควันแล้ว การท่องบทสวดภาษามานิยังเป็นการขอขมาสิ่งที่อยู่ในธรรมชาติที่มองไม่เห็น และบอกกล่าวขอให้ช่วยปกปักษ์รักษาผู้ป่วยให้หายจากโรคภัยไข้เจ็บ บทสวดเหล่านี้ได้รับการสืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน และผู้นำมานิในแต่ละกลุ่มยังสามารถท่องบทสวดดังกล่าวได้

พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์

พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ในความหมายของชาวมานิ คือ พื้นที่ที่ปรากฏตามความเชื่อในสถานที่ที่เชื่อมโยงกับต้นไม้และสัตว์ป่าบางชนิด รวมถึงแหล่งน้ำ เช่น พื้นที่ที่มีต้นไม้ใหญ่เชื่อมโยงกับความเชื่อห้ามตัดและมีสิ่งเร้นลับอาศัยอยู่ในต้นไม้ใหญ่นั้น จึงเป็นบริเวณที่หวงห้ามเป็นพิเศษ โดยห้ามมิให้ทำลายพื้นที่ หรือใช้ประโยชน์จากต้นไม้ในบริเวณดังกล่าว ส่วนลักษณะของพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์เชิงจิตวิญญาณของชาติพันธุ์มานิที่เด่นชัดไม่ปรากฏชัดเจน

ประเพณี เทศกาล และพิธีกรรม

ชาวมานิมีพิธีกรรมที่เชื่อมโยงกับความเชื่อและวิถีชีวิตที่ผูกพันกับธรรมชาติ ทั้งการนำพืชและสัตว์ชนิดต่าง ๆ มาใช้ในการประกอบพิธีกรรม รวมถึงสถานที่ธรรมชาติในการประกอบพิธีกรรม สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นพิธีกรรมที่เกี่ยวข้องกับการได้รับประโยชน์จากป่าแทบทั้งสิ้น ประกอบด้วย

ลักษณะสังคมแบบเดิมของชาวมานิในพื้นที่เทือกเขาบรรทัดไม่พบประเพณีหรือพิธีกรรมสำคัญในรอบปี แต่ต่อในช่วงประมาณ 2 – 3 ปีที่ผ่านมา หลายภาคส่วน ทั้งเจ้าหน้าที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ชาวบ้านพื้นราบ มีความพยายามในการจัดงานวันรวมญาติเพื่อเปิดพื้นที่ให้นำชาวมานิกลุ่มต่าง ๆ มาพบปะเพื่อเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างกัน

ประเพณีการเกิดและการรับขวัญลูก

นางยะ ศรีบริพัตร ภรรยาของนายม่อน มานิกลุ่มน้ำตกบริษัตร กล่าวว่า ตนทำคลอดบุตรด้วยตนเอง โดยเมื่อใกล้ถึงกำหนดคลอดจะออกไปเตรียมสถานที่บริเวณริมสายน้ำที่ไหลผ่าน ซึ่งต้องเป็นสายน้ำที่สะอาด มีก้อนหิน และบริเวณนั้นต้องมี “รากหิน” ซึ่งเป็นพืชลักษณะเป็นเส้นฝอยเล็ก ๆ สีดำ ขึ้นอยู่ตามโขดหินริมลำธารที่มีน้ำไหล นอกจากนี้ยังต้องเตรียมไม้บาง ๆ ไว้สำหรับตัดสายสะดือ

เมื่อถึงเวลาเจ็บท้องคลอด หญิงตั้งครรภ์จะเดินไปยังสถานที่ที่เตรียมไว้ และนำสมุนไพร “รากหิน” มาลูบบริเวณหน้าท้อง โดยเชื่อว่าจะช่วยบรรเทาความเจ็บปวดระหว่างคลอด เมื่อเด็กคลอดออกมาแล้ว จะใช้ไม้ไผ่ซางที่เหลาให้บางตัดสายสะดือ และใช้น้ำจากลำธารล้างทำความสะอาดทั้งตนเองและทารก ก่อนจะอุ้มลูกกลับมายังทับที่พักอาศัย

หลังคลอด ผู้เป็นแม่ต้องปฏิบัติตามข้อห้ามด้านอาหารอย่างเคร่งครัด โดยห้ามรับประทานปลาที่มีเกล็ด ไก่ และลูกก่อ สามารถรับประทานได้เพียงข้าวกับพริกไทยดำเท่านั้น ข้อปฏิบัตินี้จะดำเนินต่อไปจนกว่าจะถึงวันประกอบพิธีรับขวัญลูก

พิธีรับขวัญลูกจะจัดขึ้นในช่วงพระจันทร์ข้างขึ้น จนถึงคืนพระจันทร์เต็มดวง โดยผู้เป็นพ่อจะต้องออกไปล่า “มูสัง” (ชะมด) หรือ “หมีขอ” อย่างใดอย่างหนึ่ง เพื่อนำมาใช้ประกอบพิธี ทั้งนี้สัตว์ดังกล่าวจะต้องถูกล่าด้วยลูกดอกอาบยาพิษเท่านั้น ห้ามใช้เครื่องมือล่าสัตว์ชนิดอื่น

เมื่อได้สัตว์มาแล้ว จะนำขนสัตว์ใส่ในกะลามะพร้าวหรือภาชนะที่ทำจากใบพ้อ พร้อมใส่ขี้ชันหาน ซึ่งเป็นยางจากต้นชันหานหรือต้นตะเฮตามภาษามานิ และใส่ถ่านไฟลงไปเพื่อให้เกิดควัน จากนั้นจะใช้มือกอบควันมาพรมบริเวณใบหน้าและศีรษะของเด็ก

หลังผ่านพิธีดังกล่าวแล้ว ผู้เป็นแม่จึงจะสามารถรับประทานอาหารได้ตามปกติ โดยมีความเชื่อว่าหากไม่ปฏิบัติตามข้อห้าม จะทำให้เกิดอาการที่เรียกว่า “เลือดขึ้นหัว” ส่งผลให้มีอาการปวดศีรษะรุนแรงหรืออาจเกิดอาการเสียสติได้

นายดารากร เต็งรัง อายุ 55 ปี กล่าวว่า กลุ่มมานิในพื้นที่วังครามมีความเชื่อเกี่ยวกับพิธีรับขวัญลูกในลักษณะใกล้เคียงกัน โดยผู้เป็นพ่อจะออกไปล่า “พะแมว” (พระยากระรอกดำหรือกระด่าง) และลิง เพื่อนำมาประกอบพิธีรับขวัญลูก สัตว์ที่ใช้ในพิธีจะต้องล่าด้วยลูกดอกเท่านั้น โดยเชื่อว่าจะช่วยให้เด็กมีร่างกายแข็งแรงและมีภูมิคุ้มกันที่ดี

นอกจากนี้ มานิกลุ่มบ้านวังครามยังมีความเชื่อในการให้เด็กที่มีอายุประมาณ 1 เดือน ได้รับการหยดยางต้นอิโป๊ะ ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญในการทำลูกดอกอาบยาพิษ โดยเชื่อว่าการให้เด็กได้รับยางต้นอิโป๊ะตั้งแต่ยังเล็ก จะช่วยสร้างภูมิคุ้มกันต่อพิษที่อาจตกค้างอยู่ในเนื้อสัตว์ที่ล่ามาด้วยลูกดอกอาบยาพิษ

การตั้งครรภ์และคลอดบุตร

พิธีกรรมการทำคลอดเด็ก เมื่อเด็กทารกคลอด พ่อจะทำหน้าที่หลักในการทำคลอด และจะมีผู้สูงอายุในทับ ทำหน้าที่ให้คำแนะนำเกี่ยวกับขั้นตอนและรายละเอียดในการทำคลอดในกรณีที่มีลูกคนแรก ในกรณีที่พ่อไม่สามารถทำคลอดได้เนื่องจากอยู่ระหว่างการเข้าป่าเพื่อหาอาหาร จะมีบุคคลที่เชี่ยวชาญในกลุ่มทำคลอดแทน ขั้นตอนการทำคลอดเริ่มจากการก่อไฟในทับและต้มน้ำ เมื่อเด็กคลอดออกมาพ่อจะใช้ ละงุ (ไม้ไผ่) เหลาให้บางและใช้ตัดสายสะดือเด็ก รกและสายสะดือจะฝังบริเวณกองไฟในทับ และแม่จะใช้เลือดทาบริเวณหน้าผาก ฝ่ามือ และฝ่าเท้าของเด็ก พร้อมทั้งกล่าวว่า “ขอให้เด็กแข็งแรง ไม่เจ็บไข้ได้ป่วย ไม่งอแง” หลังจากนั้นนำเด็กไปล้างทำความสะอาดบริเวณแหล่งน้ำใกล้กับทับ

การแต่งงาน หย่าร้าง

การแต่งงานนั้นของชาวมานิไม่มีขั้นตอนหรือพิธีกรรมซับซ้อนมากนัก เมื่อฝ่ายหญิง – ชาย ชาวมานิ มีความรู้สึกรักใครชอบพอกัน ฝ่ายหญิงจะเข้าไปอยู่กินกับฝ่ายชายในทับของฝ่ายชาย และเมื่อจะเลิกรากันฝ่ายหญิงจะเป็นคนตัดสินใจที่จะเลิก และเลือกที่จะอยู่ร่วมแบบสามีภรรยากับชายชาวมานิคนใหม่ โดยสามีคนเดิมจะไม่โกรธหรือไม่มีความขัดแย้งใด ๆ เคารพในการตัดสินใจเลือกของฝ่ายหญิงชาวมานิ สะท้อนให้เห็นว่า การแต่งงานและการเปลี่ยนคู่ของชาวมานิ ฝ่ายหญิงเป็นผู้ที่มีอำนาจตัดสินใจหลัก

การตาย และการทำศพ

ชาวมานิบริเวณเทือกเขาบรรทัดมีความเชื่อและให้ความเคารพต่อธรรมชาติค่อนข้างสูง มิติของความตาย จึงหมายถึง การคืนกลับสู่ธรรมชาติ ในอดีตเมื่อมีมานิในทับป่วยหนักจะมีการย้ายทับ เขาจะถูกทิ้งไว้ในทับคนเดียวพร้อมด้วยกองไฟและหัวมัน ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับความคิดเรื่องชีวิตหลังความตาย หากแต่เป็นการก่อกองไฟ และมีน้ำตั้งไว้ให้ที่ทับเดิมที่ผู้ป่วยอยู่ ก่อนจะเคลื่อนย้ายที่ตั้งทับออกไป และอาหารไว้เผื่อว่ามานิคนนั้นหายป่วยจะได้กินหัวมันที่วางไว้นั้น จากนั้นมานิคนอื่น ๆ จะย้ายทับไปอยู่ที่ใหม่ มานิที่ย้ายทับไปแล้วจะแวะเวียนมาดูว่ามานิป่วยที่ถูกทิ้งไว้นั้นเสียชีวิตแล้วหรือยังมีชีวิตอยู่ หรือหากคนป่วยมีอาการดีขึ้น สามารถติดตามเข้าไปอยู่ที่ตั้งทับใหม่ได้ หากเสียชีวิตจะไม่กลับมาดูอีก และจะปล่อยให้ผู้เสียชีวิตย่อยสลายไปตามธรรมชาติ ประเด็นดังกล่าวนี้สอดคล้องกับข้อค้นพบของนักวิชาการด้านโบราณคดีที่ได้ค้นหาโครงกระดูกของคนดั้งเดิมแล้วพบกระดูกของชาวมานิน้อยมาก หรือมีการนำผู้เสียชีวิตไปไว้ที่บริเวณโคนต้นไม้ใหญ่แล้วนำกิ่งไม้คลุมไว้ หรือนำร่างของผู้เสียชีวิตไปไว้ในที่ชะง่อนผา หรือเรียกว่า "หน้าลา" มีการก่อกองไฟและมีหัวมันตั้งไว้ให้พร้อมกับน้ำ

อย่างไรก็ตาม การติดต่อสัมพันธุ์กับคนภายนอกทำให้พิธีกรรมเกี่ยวกับความตายของมานิเปลี่ยนแปลงไป กล่าวคือ เมื่อมีชาวมานิเสียชีวิตมักจะมีการฝังตามคำแนะนำของคนภายนอกที่เขาติดต่อสัมพันธ์อยู่ด้วย รวมทั้งการวางอาหารเสื้อผ้าไว้ในหลุมศพ ซึ่งเป็นความเชื่อในเรื่องชีวิตหลังความตายตามชาวบ้านพื้นราบ

การสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์และบรรพบุรุษ

ผู้ศึกษาพบว่า ชาวมานิ – โอรังอัสลี ในจังหวัดชายแดนยะลาและนราธิวาสมีพิธีกรรมเกี่ยวกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ คือ “อลึจ” ตามที่กล่าวมาแล้ว การสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์กระทำได้ด้วยการระลึกถึง เพื่อให้ช่วยเหลือหรือปกปักรักษาสมาชิกภายในกลุ่ม ไม่พบพิธีกรรมที่มีความซับซ้อน

นอกจากนี้ยังมีพิธีกรรมบูชาเทพเจ้าเป็นประจำทุกเดือนในกลุ่มโอรังอัสลีพื้นที่อำเภอเบตง จังหวัดยะลา เพื่อขอพรให้เกิดความสุข ความเจริญ โดยดูปฏิทินตามแบบจันทรคติ คือ ถือพระจันทร์เป็นเกณฑ์ โดยกำหนดให้ภายใน 1 เดือนจะจัดพิธีกรรมบวงสรวงเทพเจ้าในวันขึ้น 6 ค่ำ ขึ้น 15 ค่ำ และแรม 4 ค่ำ พิธีกรรมดังกล่าวจะมีการอาบน้ำมนต์ที่คั้นน้ำมาจากต้นอ้อ ระหว่างประกอบพิธีจะมีการบรรเลงดนตรีประกอบด้วย (หฤทัย ฟ้าแสงสรรค์, 2554)

พิธีกรรมเกี่ยวกับการทำมาหากิน

ชาวมานิจะมีพิธีกรรมที่ไม่สลับซับซ้อนมากนัก ล้วนเป็นพิธีกรรมที่เชื่อมโยงกับวิถีธรรมชาติแทบทั้งสิ้น ได้แก่

  • การปักกำ เป็นการแสดงสัญลักษณ์ให้รู้ว่าบริเวณดังกล่าวห้ามไม่ให้ใครเข้ามารบกวน โดยการนำไม้ขนาด 1 เมตรมาปักไว้หน้าทับ ผ่าปลายยอดไม้และใช้ใบไม้เสียบไว้ การปักกำอีกกรณีหนึ่ง คือ เป็นสัญลักษณ์เพื่อแสดงความเป็นเจ้าของหรือการจับจองต้นไม้ที่มีผลไม้เต็มต้น โดยเฉพาะต้นมะไฟป่า
  • การไล่ฝน เป็นการขอร้องและอ้อนวอนให้ฝนไม่ตกในพื้นที่ดังกล่าวในช่วงเวลาที่ต้องการ โดยชาวมานิจะนำต้นบิฮาและกะส่าย (ยาหนูต้น) มาเผาไฟ และเอามือโอบควันไฟมาเป่าขึ้นไปบนฟ้าพร้อมกับกล่าวคำอ้อนวอนต่อดินฟ้าเพื่อไม่ให้ฝนตก หลังจากนั้นนำภาชนะมาใส่น้ำและใช้ใบกะพ้อตวัดน้ำขึ้นไปบนฟ้าและเปล่งเสียงออกมา
  • การนำสัตว์มาประกอบอาหาร เป็นการแสดงความเคารพต่อสัตว์บางชนิดที่นำมาประกอบอาหาร โดยเฉพาะลิงและพญากระรอกดำ ด้วยการปฏิบัติตามขั้นตอนที่กำหนดไว้ คือ การนำสัตว์มาย่างไฟ จะมีขั้นตอนในการปฏิบัติ โดยสัตว์ชนิดเดียวกันสามารถใช้กองไฟในการย่างร่วมกันได้ แต่ห้ามไม่ให้ใช้ไฟกองเดียวกันในการย่างสัตว์ต่างชนิด ส่วนคนที่ทำหน้าที่นำสัตว์มาย่างไฟจะย่างได้ครั้งละ 1 ชนิด หากต้องการย่างสัตว์ต่างชนิดกันต้องล้างมือให้สะอาดก่อนลงมือทำ

การรักษาโรคภัยไข้เจ็บ

พิธีกรรมที่เกี่ยวข้องกับการรักษาสุขภาพ เช่น พิธีกรรมปัดเป่าควบคู่กับการใช้สมุนไพร เรียกพิธีกรรมนี้ว่า “ซาโอซ” โดยจะมีผู้สูงอายุในทับและมีความสามารถในการใช้สมุนไพรรักษา จะนำพืชสมุนไพร เช่น หัวไพล นำมาขยี้ พร้อมกับกล่าวคาถาและทาลงบริเวณที่บาดเจ็บ หรือนำต้นจังรนมาขยี้พร้อมกับกล่าวคาถาและนำมาพันรอบศีรษะบรรเทาอาการปวดหัว

ผู้นำในการประกอบพิธีกรรม

จากการศึกษาในพื้นที่และการสำรวจข้อมูลจากเอกสารต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการประกอบพิธีกรรมของชาวมานิ จะมีการจัดแบ่งบทบาทของผู้นำในการประกอบพิธีกรรมแต่ละพิธีแตกต่างกัน เช่น พิธีกรรมที่เกี่ยวข้องกับการรักษาสุขภาพ ผู้สูงอายุชาวมานิที่มีความรู้ในการรักษาด้วยพืชสมุนไพรจะเป็นผู้นำในการประกอบพิธีกรรม เช่นเดียวกันกับ พิธีกรรมไล่ฝน ที่เป็นบทบาทของผู้สูงอายุชาวมานิในกลุ่มด้วย อย่างเช่น เฒ่าลอยของกลุ่มรักษ์ป่าบอน จังหวัดพัทลุง จะเป็นผู้นำประกอบพิธีกรรมสำคัญทั้งการซาโอซ รักษาอาการเจ็บป่วย และพิธีกรรมไล่ฝน ส่วนพิธีกรรมปักกำและพิธีกรรมการนำสัตว์มาประกอบอาหาร จะเป็นบทบาทหน้าที่ของชายชาวมานิที่เป็นผู้ใหญ่ สามารถออกล่าสัตว์ได้เองเป็นผู้ทำพิธีกรรมดังกล่าว


ผู้เรียบเรียงข้อมูล

นฤมล ขุนวีช่วย

กรมศิลปากร, กองวรรณกรรมและประวัติศาสตร์. (2513). นางนพมาศหรือตำรับท้าวศรีจุฬาลักษณ์. พิมพ์ครั้งที่ 14. กรุงเทพมหานคร: ศิลปาบรรณาการ.

กุลนภา ฟู่เจริญ. (2540). บีตาโกลบินยีนแฮพโพลไทป์และดีเอ็นเอโพลิมอร์ฟิส์มของไมโตคอนเดรียในชนกลุ่มน้อยของประเทศไทย. กรุงเทพมหานคร: สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.

เกศริน มณีนูน และพวงเพ็ญ ศิริรักษ์. (2546). ซาไก ชนกลุ่มน้อยภาคใต้ของไทย. กรุงเทพฯ:โอ.เอส. พริ้นติ้งเฮาส์.

เกศริน มณีนูน. (2544). พฤกษศาสตร์พื้นบ้านของชนเผ่าซาไกในจังหวัดตรัง พัทลุง และยะลา. วิทยานิพนธ์วิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาพฤกษศาสตร์, มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์.

จิตร ภูมิศักดิ์. (2524). ความเป็นมาของคำสยาม ไทย ลาวและขอมและลักษณะทางสังคมของชื่อชนชาติ : ฉบับสมบูรณ์เพิ่มเติมข้อเท็จจริงว่าด้วยชนชาติขอม. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์ดวงกมล.

จิราวดี อ่อนวงศ์. (2534). การสืบเนื่องและการเปลี่ยนแปลงของสังคมซาไก ศึกษาเฉพาะกรณี ซาไกกลุ่มเจ้าพะ อำเภอปะเหลียน จังหวัดตรัง. สารนิพนธ์ปริญญาบัณฑิต สาขาวิชามานุษยวิทยา คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร.

จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จพระ. (2561). เงาะป่า. พิมพ์ครั้งที่ 3. กรุงเทพมหานคร : ไทยควอลิตี้บุ๊คส์.

ฉัตรวรรณ พลเพชร. (2557). การเปลี่ยนแปลงวิถีการดำเนินชีวิตด้านปัจจัยพื้นฐานอันเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศ: กรณีศึกษากลุ่มชาติพันธุ์ซาไก อำเภอตะโหมด จังหวัดพัทลุง. วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาสังคมวิทยาประยุกต์ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์.

ชาตรี พรหมสมบัติ และคณะ. (2553). ซาไกแห่งเทือกเขาบรรทัดในชุมชนวังสายทอง : การปรับตัวของเจ้าแห่งพงไพรในวิถีทุน. ในโครงการยุววิจัยประวัติศาสตร์ท้องถิ่น. เอกสารอัดสำเนา.

ชิน อยู่ดี. (2512). คนยุคก่อนประวัติศาสตร์ในประเทศไทย. พระนคร: สำหนักพิมพ์อักษรบัณฑิต.

ชุมพร โพธิสาร และภัทราพันธ์ อุดมศรี. (2560). ภาษามานิ (ซาไก). วารสารวัฒนธรรม. 56(4) ตุลาคม-ธันวาคม 2560. 70-77.

เชิญขวัญ ภุชฌงค์. (2549). การสื่อสารของกลุ่มซาไกที่ย้ายถิ่นฐานมาสู่ชุมชนเมืองในการปรับตัวและการแสดงอัตลักษณ์แห่งชาติพันธุ์. วิทยานิพนธ์นิเทศศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชานิเทศศาสตรพัฒนาการ คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

ญิบ พันจันทร์. (2536). ชีวิตดั่งฝันที่เทือกเขาบรรทัด. กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์ศิลปะวรรณกรรม.

ทยา เตชะเสน์. (2553). ดนตรีซาไก กรณีศึกษาตำบลนาทอน อำเภอทุ่งหว้า จังหวัดสตูล. วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาดนตรีชาติพันธุ์วิทยา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์.

บัณฑิต ไกรวิจิตร และคณะ. (2562). ชาวโอรังอัสลี ภาคใต้ตอนล่างของประเทศไทย. ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน).

พระราชกฤษฎีกากำหนดเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาบรรทัด. ราชกิจจานุเบกษา. เล่มที่ 92 ตอนที่ 181 ลงวันที่ 4 กันยายน 2518.

ไพบูลย์ ดวงจันทร์. (2523). ซาไก เจ้าแห่งขุนเขาและสมุนไพร. กรุงเทพมหานคร: สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ กระทรวงศึกษาธิการ.

ไพบูลย์ ดวงจันทร์. (2541). คำและประโยคในภาษาซาไก. วารสารมนุษยศาสตร์ปริทรรศน์. ปีที่ 20 (2541) หน้า 47-61.

ไพบูลย์ ดวงจันทร์. (2545). ภาษาซาไก: ภาษาที่กำลังจะสูญหาย. ค้นเมื่อ กันยายน 5, 2560, จาก http://kids-d.swu.ac.th/dspace/bitstream/123456789...

ไพบูลย์ ดวงจันทร์. (2547). “ซาไก” โครงการวิจัยแผนที่ภูมินิทัศน์ภาคใต้: ฐานเศรษฐกิจและทุนวัฒนธรรม. สงขลา: มหาวิทยาลัยทักษิณ.

ไพบูลย์ ดวงจันทร์. (2548). “ซาไก: แหล่งอาศัยและวิถีชีวิต,” ใน โครงการแผนที่ภูมินิทัศน์ภาคใต้: ฐานเศรษฐกิจและทุนทางวัฒนธรรม. ทุนสนับสนุนโดยสํานักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ.

มณีรัตน์ โชติกกำธร และพุทธชาด ธ.โปธิบาล. (2537). ความแตกต่างระหว่างภาษาซาไกกับภาษาไทย: ระบบเสียง. วารสารสงขลานครินทร์. 1(1) กันยายน – ธันวาคม 2537.

เยาวลักษณ์ วิลัย. (2538). ลักษณะแฮปโพลไทป์ของยีนบีตาอี-โกลบินในชนเผ่าซาไกและชาวชอง. วิทยานิพนธ์วิทยาศาสตรมหาบัณฑิต ภาควิชาพฤกษศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

รตพร ปัทมเจริญ. (2554). ผลกระทบของการท่องเที่ยวต่อกลุ่มชาติพันธุ์: กรณีเปรียบเทียบมอแกนกับซาไก. วารสารสงขลานครินทร์ ฉบับสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์. 17(3) พ.ค. - มิ.ย. 2554.

วัชรินทร์ ดำรงกูล และปัตติกาญจน์ บรรดาศักดิ์. (2553). รายงานการวิจัยเรื่องแนวทางการจัดการกลับคืนถิ่นชนเผ่าซาไก : กรณีศึกษา ซาไกตระกูลศรีธารโต. กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม.

วันเฉลิม จันทรากุล. (2544). งาะป่า-ซาไก นิเชาเมืองไทย ชนป่าที่กำลังสูญสลาย. กรุงเทพมหานคร: ดวงกมลสมัย.

วิสา เสกธีระ. (2557). การตั้งถิ่นฐานและที่อยู่อาศัยของชาวมันนิ. วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาสถาปัตยกรรมพื้นถิ่น. มหาวิทยาลัยศิลปากร.

วีรวัฒน์ สุขวราห์. (2539). พฤติกรรมสุขภาพของชาวซาไก กรณีศึกษาบ้านซาไก ตำบลบ้านแหร อำเภอธารโต จังหวัดยะลา. วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาวัฒนธรรมศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล

ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร. (2558). ฐานข้อมูลกลุ่มชาติพันธุ์ในประเทศไทย. กรุงเทพมหานคร: ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร.

สุรินทร์ ภู่ขจร และคณะ. (2534). รายงานเบื้องต้นการขุดค้นที่ถ้ำหมอเขียว จ.กระบี่, ถ้ำซาไก จ.ตรัง และการศึกษาชาติพันธุ์วิทยาทางโบราณคดีชนกลุ่มน้อยซาไก จ.ตรัง. กรุงเทพมหานคร: โครงการวิจัยวัฒนธรรมโหบินเนียนในประเทศไทย.

สุรินทร์ ภู่ขจร และคณะ. (2541). “ผลวิเคราะห์ข้อมูลชาติพันธุ์วิทยา “ซาไก” ทางโบราณคดี” ใน สรุปผลการสัมมนาทางวิชาการระดับชาติเรื่อง เงาะป่า ของกรมศิลปากร. หน้า 95-165 กรุงเทพฯ: กองวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ กรมศิลปากร.

สุวัฒน์ ทองหอม. (2536). เงาะ ชนผู้อยู่ป่า ชาติพันธุ์มนุษย์ดึกดำบรรพ์ที่ยังเหลืออยู่. ตรัง: ทันเวลา.

สุวัฒน์ ทองหอม. (2544). การเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมที่เกี่ยวกับปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีวิตของชนเผ่าซาไกจังหวัดตรัง หลังจากการประกาศใช้นโยบายใต้ร่มเย็น. วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาไทยคดีศึกษา, มหาวิทยาลัยทักษิณ.

สุวิไล เปรมศรีรัตน์ และชุมพล โพธิสาร. (2558). มานิ (ซาไก) ชนพื้นเมืองในภาคใต้ของไทย. วารสารดำรงวิชาการ. 33-36.

เสาวนีย์ พากเพียร. (2532). การศึกษาระบบเสียงภาษาซาไกแต็นแอ๊น ตำบลปะเหลียน อำเภอปะเหลียน จังหวัดตรัง. วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาจารึกภาษาไทย. มหาวิทยาลัยศิลปากร.

หฤทัย ฟ้าแสงสรรค์. (2554). ดนตรีชนเผ่าโอรังอัสรี กรณีศึกษาหมู่บ้านจุฬาภรณ์ 10 ตำบลอัยเยอร์เวง อำเภอเบตง จังหวัดยะลา. ปริญญานิพนธ์ ศป.ม. (มานุษยดุริยางควิทยา) กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ.

อนงค์ เชาวนะกิจ. (2552). กลุ่มชาติพันธุ์มันนิ (ซาไก) : แนวทางการอนุรักษ์ฟื้นฟูสังคมวัฒนธรรมเพื่อเสริมสร้างการอยู่ร่วมกันในสังคมภาคใต้. ปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาวัฒนธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม.

อาภรณ์ อุกฤษณ์. (2536). การศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการสืบเนื่องและการเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศกับสังคมและวัฒนธรรมของซาไก: กรณีศึกษากลุ่มชาติพันธุ์ซาไกกลุ่มเหนือคลองตง อำเภอปะเหลียน จังหวัดตรัง. สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ.

อิสระ ชูศรี และคณะ. (2555). โครงการวิจัยการศึกษาภาษาและวัฒนธรรมของกลุ่มชนหาของป่า-ล่าสัตว์ในประเทศไทย. นครปฐม: ศูนย์ศึกษาและฟื้นหูภาษาและวัฒนธรรมในภาวะวิกฤต สถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเพื่อพัฒนาชนบท มหาวิทยาลัยมหิดล สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.

Albrecht, G., Moser, J. (1998). Recent Mani Settlements in Satun Province, Southern Thailand. Journal of the Siam Society, Vol. 86, Parts 1 & 2.

Balilla, Vincent S., Anwar McHenry, Julia, McHenry, Mark P., Parkinson, Riva Marris and Banal, Danilo T. (2013). "Indigenous Aeta Magbukún Self-Identity, Sociopolitical Structures, and Self-Determination at the Local Level in the Philippines". Journal of Anthropology. 2013: 1–6.

Benjamin, G. (2012). The Aslian languages of Malaysia and Thailand: an assessment. In Stuart McGill & Peter K. Austin (eds). Language Documentation and Description, vol 11. London: SOAS. pp. 136-230.

Benjamin, G. (2013). Why Have the Peninsular “Negritos” Remained Distinct? Human Biology, February–June 2013, v. 85, no. 1–3, pp. 445–484.

Blench, Roger and Dendo, Mallam. (2006). Why are Aslain-speakers Austronesian in culture? paper presented at the Preparatory meeting for ICAL-3, EFEO, SIEM REAP, 28-29th June 2006.

Dunn, M., Burenhult, N., Kruspe, N., Tufvesson, S., and Becker, N., Aslian linguistic prehistory A case study in computational phylogenetics. Diachronica 28:3 (2011), 291–323.

Endicott, K. (ed.) (2016). Introduction. In Endicott, K. (ed.), Malaysia’s Original People: Past, Present and Future of the Orang Asli. (pp.1-38). Singapore: NUS Press.

Griffin, P. Bion. (2001). "A Small Exhibit on the Agta and Their Future". American Anthropologist. 103 (2): 515–518.

Headland TN, Headland JD. (1997). Limitation of human rights, land exclusion, and tribal extinction. The Agta Negritos of the Philippines. Human Organization. 56:79–90.

Headland TN, Headland JD. (1998). Early (Mar 1, 1998). Population Dynamics of a Philippine Rain Forest People: The San Ildefonso Agta. University Press of Florida.

Hill, C., Soares, P., Mormina, M., Macaulay V., et al. (2006). Phylogeography and Ethnogenesis in Southeast Asia. Molecular Biology and Evolution, Volume 23, Issue 12, December 2006, Pages 2480–2491

Iskandar Carey. (1976). Orang Asli The Aboriginal Tribes of Peninsular Malaysia (Oxford University press, Kuala Lumpur: 1976) 73-74.

Evans, Ivor H. N. (1927). Papers on the Ethnology & Archaeology of the Malay Peninsula (Cambridge University: 1927)

Lukas. (2002). Can "They" save "Us", the Foragers? Indonesian and Thai Hunter-Gatherer Cultures under Threat from Outside. Paper in: “Asia-Europe Seminar on Ethnic Cultures Promotion”. 18-20 September 2001, Chiang Mai, Thailand.

Maneenoon, K., Sirirugsa, P., Sridith, K. (2008). Ethnobotany of Dioscorea L. (Dioscoreaceae), a Major Food Plant of the Sakai Tribe at Banthad Range, Peninsular Thailand. Ethnobotany Research & Applications. Vol 6 pp.385-394.

Nagata, S. (2006). Subgroup ‘names’ of the Sakai (Thailand) and the Semang (Malaysia): a literature survey. Anthropological Science. Vol. 114, 45–57.

National Statistics Office, (2010). Census of Population and Housing, Report No. 2A– Demographic and Housing Characteristics (Non-Sample Variables), Philippines.

Peterson, M.M. (2010). Notes on Borrowings Found in the Ta’edn (Tonga-Mos) and Kensiw Languages of Thailand. Notes. June, 2010.

Rattanakrajangsri, K., Maneerat, T. Colchester, M. (2013). The Mani people of Thailand on the agricultural frontier. Conflict or Consent? The oil palm sector at a crossroads. Indonesia.

Rai, Navin K. (1989). From forest to field: a study of Philippine Negrito foragers in transition (Thesis). Ann Arbor, Mich.: University Microfilms.

Razak, Tasnim. (2015). Distribution of HLA alleles in the semang and senoi orang asli populations in Peninsular Malaysia. Masters thesis, Universiti Sains Malaysia.

Reid, Lawrence A. (1994). "Possible Non-Austronesian Lexical Elements in Philippine Negrito Languages". Oceanic Linguistics. 33 (1): 37–72.

Schebesta P.R. (1927). The Negritos of the Malay peninsula. subdivisions and names. Man, 27: 89–94.

Wilhelm Dupre, Paul Joachim Schebesta. (1969). History of Religions vol. 8 No 3 (University of Chicago: 1969) 260.

Wnuk, E. (2016). Semantic specificity of perception verbs in Maniq. Semantic specificity in Maniq verbs of perception. Nijmegen: Radboud University dissertation.

Wnuk, E., Burenhult, N. (2014). Contact and isolation in hunter-gatherer language dynamics. Studies in Language 38:4 (2014), 956–981.

Wnuk, E., Majid, A. (2014). Revisiting the limits of language: The odor lexicon of Maniq. Cognition 131 (2014) 125–138.

 

สื่อประกอบ

โครงการส่งเสริมสุขภาวะกลุ่มชาติพันธุ์มานิ ภูมินิเวศน์เทือกเขาบรรทัด. (2020). มานิ กับบ้านหลังใหญ่ (29 สิงหาคม 2020) สืบค้นวันที่ 15 กันยายน 2563 จาก Youtube

โครงการส่งเสริมสุขภาวะกลุ่มชาติพันธุ์มานิ ภูมินิเวศน์เทือกเขาบรรทัด. (2020). มานิ กับกำแพงภาพจำที่ต้องก้าวข้าม (29 สิงหาคม 2020) สืบค้นวันที่ 15 กันยายน 2563 จาก Youtube

ทีวีบูรพา. (2009). คนค้นฅน : “เงาะป่า” คน ในโลกที่กาลเวลาไม่เคลื่อนไหว (1) (15 เมษายน 2009) สืบค้นวันที่ 15 กันยายน 2563 จาก Youtube

ทีวีบูรพา. (2009). คนค้นฅน : “เงาะป่า” คน ในโลกที่กาลเวลาไม่เคลื่อนไหว (2) (22 เมษายน 2009) สืบค้นวันที่ 15 กันยายน 2563 จาก Youtube

ทีวีบูรพา. (2009). คนค้นฅน : “เงาะป่า” คน ในโลกที่กาลเวลาไม่เคลื่อนไหว (3) (29 เมษายน 2009) สืบค้นวันที่ 15 กันยายน 2563 จาก Youtube

ไทยพีบีเอส. (2015). ที่นี่บ้านเรา : "มันนิ" คนธรรมดาแห่งเทือกเขาบรรทัด (5 พฤศจิกายน 2015) สืบค้นวันที่ 15 กันยายน 2563 จาก Youtube

ไทยพีบีเอส. (2017). เปิดปม : มานิ (ซาไก) ไร้รัฐ (19 ธันวาคม 2017) สืบค้นวันที่ 15 กันยายน 2563 จาก Youtube

ไทยพีบีเอส. (2018). เปิดปม : หลังชนฝา มานิ(ซาไก) (31 มกราคม 2018) สืบค้นวันที่ 15 กันยายน 2563 จาก Youtube

Sippachai Kunnuwong. (2013). สารคดีมานิ 2.0 –ซาไกในวันเปลี่ยนแปลง (13 ตุลาคม 2013). สืบค้นวันที่ 15 กันยายน 2563 จาก Youtube

ไข่ ศรีมะนัง. สัมภาษณ์ 28 ธันวาคม 2562. ทับมานิกลุ่มวังสายทอง ตำบลน้ำผุด อำเภอละงู จังหวัดสตูล.

แช ศรีมะนัง. สัมภาษณ์ 2 มกราคม 2563. มานิกลุ่มถ้ำภูผาเพชร ตำบลปาล์มพัฒนา อำเภอมะนัง จังหวัดสตูล.

ต้อม รักษ์ป่าบอน. สัมภาษณ์ 4 มกราคม 2563. มันนิกลุ่มทุ่งนารี ตำบลทุ่งนารี อำเภอป่าบอน จังหวัดพัทลุง.

ตุ้ย ศรีมะนัง. สัมภาษณ์ 1 มกราคม 2563. ทับมานิกลุ่มมานิภูผาเพชร ตำบลปาล์มพัฒนา อำเภอมะนัง จังหวัดสตูล.

แป้น ศรีมะนัง สัมภาษณ์ 2 มกราคม 2563 มานิกลุ่มถ้ำภูผาเผชร ตำบลปาล์มพัฒนา อำเภอมะนัง จังหวัดสตูล


ผู้เรียบเรียงข้อมูล

นฤมล ขุนวีช่วย


close
ลืมรหัสผ่าน?
กรุณากรอกอีเมลที่ท่านสมัครสมาชิกไว้เพื่อรับรหัสผ่านใหม่
ระบบจัดส่งการสร้างรหัสผ่านใหม่ให้ท่านทางอีเมลเรียบร้อยแล้ว
นโยบายความเป็นส่วนตัว